พักหลังมานี้ชอบอ่าน comic essay มาก
เพราะทั้งภาพและคำศัพท์อ่านง่ายสบายตา แถมมาจากเรื่องจริง อ่านแล้วรู้สึกเข้าถึง
ของไทยตอนนี้ก็เริ่มมีให้เห็น เ่ช่น ชีวิต 175 ซม. ที่เขียนลงภาพให้ดูกันในเอนทรี่ก่อนๆ
 
ไหนๆ เราเองก็ชอบอ่าน แถมแอบเห็นประกาศลิขสิทธิ์ของสำนักพิมพ์เริ่มมีคนซื้อมาพิมพ์กันแล้วด้วย
เลยอยากเอามาแนะนำให้ได้อ่านกัน
คนอ่านภาษาญี่ปุ่นไม่ออก สนใจเรื่องไหน ขอร่วมเชียร์ให้มีคนซื้อลิขสิทธิ์มาแปลไทยนะคะ
สำหรับคนเรียนภาษาญี่ปุ่น บางเรื่องแนะนำให้อ่าน เพราะอ่านง่าย แถมได้เรียนไปในตัวด้วย
 
 
ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ Comic Essay กันก่อน

Comic essay คือหนังสือการ์ตูนที่

  1. มีภาพประกอบ แต่ไม่ได้เน้นความสวยงามของภาพเหมือนมังกะ เน้นให้สบายตา อ่านง่าย
  2. อาจมีตัวหนังสืออธิบายเยอะ หรือเป็นภาพสลับกับบทความก็ได้
  3. เป็นเรื่องจริง เขียนจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน

ที่ญี่ปุ่นมีหนังสือแนวนี้อยู่แล้ว และมีแปลเป็นภาษาไทยตั้งแต่เมื่อก่อน

เรื่องที่เคยเห็นในไทย – ชีวิต 150 ซม. ของสนพ. Nation แต่เมื่อนานมาแล้ว

เรื่องที่ (น่าจะ)จุดประกายให้หนังสือแนวนี้ฮิตมากกว่าที่ผ่านมาในญี่ปุ่น และทำให้เราติดใจ comic essay คือเรื่องนี้ค่ะ

 

日本人の知らない日本語 (Nihonjin no Shiranai Nihongo)

ชื่อเรื่องแปลเป็นภาษาไทยได้ว่า “ภาษาญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นไม่รู้”

เรื่องนี้โด่งดังขึ้น Best Seller ของญี่ปุ่น จนมีการนำมาดัดแปลงเป็นละครโทรทัศน์เลยทีเดียว

 

เป็นการ์ตูน สลับกับบทความให้ความรู้ ภาพน่ารัก คำศัพท์อ่านง่าย เหมาะเป็นเล่มแรกๆ เอาไว้ฝึกอ่านจริงๆ สมัยอ่านภาษาญี่ปุ่นยังไม่ค่อยแข็งแรง แต่อ่านสบาย ไม่ยากจนเกินไป

คนเขียนเรื่องนี้เป็นอาจารย์โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นสำหรับคนต่างชาติในประเทศญี่ปุ่น
เนื้อเรื่องจะเป็นภาษาญี่ปุ่นที่นักเรียนต่างชาติใช้ผิด
และภาษาญี่ปุ่นที่คนต่างชาติเรียนตามหลักภาษา แต่ญี่ปุ่นเองกลับใช้ในความหมายผิดกันเป็นปกติไปซะแล้ว
และภาษาญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นเองก็ไม่รู้ตามชื่อเรื่อง เช่นชื่อเรียกเฉพาะสิ่งของ ลักษณะนามของบางอย่าง และที่มาที่ไปของคำศัพท์ คันจิ ต่างๆ
นอกจากนี้ยังมีเรื่องคล้ายๆ กันที่นักเรียนหลายๆ ชาติได้พูดคุยกัน หรือความเข้าใจผิดและความหลงใหลในสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับญี่ปุ่นของนักเรียน เช่นชอบนินจา และมาญี่ปุ่นเพราะคิดว่ามีนินจาอยู่ หรือชอบดูละครย้อนยุคแล้วใช้ภาษาเหมือนซามุไรคุยกัน เป็นต้น

การจะเป็นอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่นในญี่ปุ่นได้ จะต้องสอบข้อสอบที่ได้ชื่อว่าผ่านยากมาก ไม่ใช่พูดภาษาญี่ปุ่นได้หรือแค่เป็นคนญี่ปุ่นจะสามารถสอนได้ทุกคน ทำให้ผู้เขียนเป็นคนมีความรู้รอบตัวเยอะมาก ประกอบกับนักเรียนต่างชาติเองก็มีความคิด “ต่าง” จากคนญี่ปุ่น ทำให้มองเห็นจุดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนญี่ปุ่นเองมักมองข้ามไป

เรื่องนี้อ่านไปหัวเราะไป แถมได้ความรู้อีก คนญี่ปุ่นอ่านก็ดี คนต่างชาติที่เรียนภาษาญี่ปุ่นอ่านก็ดี แต่ถ้าคนไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลยอ่าน อาจจะไม่สนุกในพาร์ทเกี่ยวกับภาษา แต่ยังสามารถสนุกกับแนวคิดแปลกๆ ของคนแต่ละชาติ แต่ละคนที่แตกต่างกันออกไปได้อยู่

 

ปัจจุบันเรื่องนี้ออกมา 3 เล่ม เล่ม 1 สนุกที่สุด เพราะมีเรื่องทั่วๆ ไปเยอะ พอเล่ม 2 และ 3 จะเจาะลึกลงไปที่ตัวภาษามากขึ้นเรื่อยๆ อ่านเล่ม 3 สำหรับเราสนุกดีนะ เพราะมีที่มาที่ไปของสิ่งที่เคยเรียนเคยท่องจำให้อ่าน แต่ไม่ค่อยมีเรื่องทั่วๆ ไปแล้ว

ดูจากเล่ม 3 แล้ว ดูท่าว่าอีกไม่นานสักเท่าไหร่จะมีเล่ม 4 ออกมาให้อ่านกันด้วย

ตัวอย่างในเล่ม (แปลไทยโดยเราเอง) ชอบบทนี้มาก

  

นักเรียนเขียนคำตอบผิดทุกคน จนอาจารย์เริ่มไม่แน่ใจว่าตัวเองจำผิดหรือเปล่า

^^; ที่ชอบไม่ใช่อะไร แต่ทั้งตัวเองและเพื่อนๆ ที่เรียน ก็ผิดคำนี้บ่อยมากกกกกกก เหมือนนักเรียนในเรื่องเป๊ะเลย (555555)
อ่านแล้วชอบเพราะรู้ว่า ไม่ใช่แค่คนไทยใน มันผิดกันทั้งโลกต่างหาก!! (ฮา)

เรื่องต่อไปที่จะพูดถึง ยังเป็นของนักเรียนและนักวาดคนเดิม

日本人なら知っておきたい日本文学 (Nihonjin nara Shitte okitai NihonBungaku)

แปลไทยได้ว่า วรรณคดีญี่ปุ่นที่คนญี่ปุ่นควรจะรู้เอาไว้

 

การ์ตูนแนะนำเกี่ยวกับวรรณคดี ตัวละครในวรรณคดี และผู้แต่งวรรณคดีคนสำคัญๆ ของญี่ปุ่นเป็นการ์ตูนให้อ่าน ภาพน่ารัก มีเนื้อเรื่องย่อเป็นการ์ตูนให้ด้วย น่ารักมากๆ เสียใจที่ออกมาหลังเรียนวิชาประวัติวรรณคดีจบแล้ว เพราะน่าจะทำให้ช่วยจำง่ายขึ้นตอนเรียน T^T’

เรื่องนี้ level up กว่าข้างบน อ่านยากกว่าพอสมควร มีชื่อคนสมัยก่อนโผล่มาเพียบ

แต่ตัวคนในประวัติศาสตร์คนสำคัญๆ ชอบโผล่มาในการ์ตูน เช่น ฟุจิวาระ โนะ มิจินากะ หรืออาเบะ โนะ เซเม อ่านเรื่องนี้ได้รู้ประวัติจริงๆ ของคนเหล่านั้น อ่านการ์ตูนหรือนิยายอิงประวัติศาสตร์แล้วสนุกขึ้นไปอีกขั้น ลองหาอ่านกันดูได้ค่ะ

อีกเรื่องที่ขึ้น best seller แต่ไม่ใช่ในคิโนะคุนิยะอย่างเล่มแรก เป็นหนังสือขายดีอันดับหนึ่งในงาน Comic Market

中国嫁日記 (Chuugoku Yome Nikki) A CHINESE WIFE AND AN OTAKU HUSBAND

บันทึกประจำวันภรรยาชาวจีน  A CHINESE WIFE AND AN OTAKU HUSBAND

 

ตามไตเติลภาษาอังกฤษเลยค่ะ เรื่องของภรรยาสาวชาวจีน กับสามีโอตาคุนักเขียนการ์ตูนชาวญี่ปุ่น

เรื่องมาจาก ตาลุงโอตาคุนักเขียนการ์ตูน แต่งงานกับสาวจีนสุดสวย อายุต่างกันเป็นรอบ แล้วเอาเรื่องสนุกๆ เกี่ยวกับภรรยาตัวเองมาเขียนเป็นการ์ตูนสี่ช่องลงในบล็อก ฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง จนปัจจุบันรวมเล่ม 2 เล่มแล้ว และมีวี่แววว่าต้องมีเล่มต่ออย่างแน่นอน!

 

เรื่องนี้... สนุกแบบโอตาคุดีค่ะ lol

ไม่ได้ให้ความรู้อะไรเล้ยยยยยย แต่สนุก คือทั้งสามีภรรยาไม่ธรรมดาทั้งคู่ เพื่อนคนจีน คนเกาหลีของคุณภรรยาก็มีคนแปละๆ เยอะ (ฮา)

เรื่องนี้เราไม่ได้อ่านเป็นเล่ม แต่อ่านในบล็อกของคนเขียน อ่านได้เรื่อยๆ ตามชื่อเรื่อง คือเป็นไดอารี่ บันทึกเรื่องสนุกๆ ในชีวิตประจำวันของตาลุงคนเขียนกับคุณภรรยาสาวแค่นั้นแหละ

ใครสนใจติดตามอ่านในเว็ปได้ที่ http://blog.livedoor.jp/keumaya-china/ 
หรือใครซื้อเป็นเ่ล่มอ่าน มีขายที่ Kinokuniya สาขาอิเซตัน (Central World)
ซื้อแล้วอย่าลืมเอามาใ้ห้เราอ่านด้วยคน

 

จบไปแล้ว 3 เืรื่อง

เรื่องที่เหลือขอแปะโป้งไว้มาต่อภาค 2 ค่ะ

เรื่องที่เหลือเป็นเรื่องที่ส่วนตัวคิดว่า มีโอกาสพิมพ์ในไทยสูง หวังว่าจะมีแปลในเร็ววัน 

ใครมีเรื่องอะไรมาแนะนำแลกเปลี่ยนความเห็นกันได้ ทั้งของไทย ญี่ปุ่น ฝรั่ง จีน(วาน วาน) จะไปตามหาอ่านอีกค่ะ อ่านแล้วติดใจแนวนี้ไปแล้ว

 
 
ไปเจอเพลงนี้มาค่ะ แต่งดีมาก เนื้อเป๊ะสุดๆ เลยแปลมาให้อ่านเ่ล่นกัน
 
残酷なニートのテーゼ
ตำนานแห่ง NEET อันโหดร้าย 
 
残酷な社会の底辺 青年よ ニートになれ
 zankoku na shakai no teihen seinen yo niito ni nare 

อยู่ใต้ฐานของสังคมอันโหดร้ายวัยรุ่นเอ๋ย จงเป็นNEETกันเสียเถิด

老いた親が今 部屋のドアを叩いても
oita oya ga ima heya no doa wo tataitemo
  画面だけを ただ見つめて 微笑んでる あなた
gamen dake wo tada mitsumete hohoenderu anata
  暇を潰すもの レスすることに夢中で
hima wo tsubusu mono resusuru koto ni muchuu de
  就職さえ ままならない 痛いだけの日々
shusshoku sae mama naranai itai dake no hibi

ตอนนี้ แม้พ่อแม่ผู้แก่เฒ่าจะเคาะประตูห้อง

คุณผู้เพียงจ้องมองหน้าจอแล้วยิ้ม

จดจ่ออยู่ที่การเติมเต็มเวลาว่าง

แม้แต่การหางานก็ไม่เป็นไปตามที่คิด วันวานที่มีเพียงความเจ็บปวด

 
だけどいつか気付くでしょう その暮らしには 遥か未来目指すための 夢がない事
dakedo itsuka kidzuku deshou sono kurashi ni ha haruka mirai mezasu tame no yume ga nai koto

ทว่า สักวันหนึ่งคงรู้สึกตัวสินะ ว่าการใช้ชีวิตแบบนั้นจะชี้นำไปสู่อนาคตอันไร้ซึ่งความฝัน


残酷なニートのテーゼ 窓辺からやがて飛び立つ
zankoku na niito no thesis madobe kara yagate tobidatu
 ほとばしるやる気の無さで 両親を裏切るなら
 hodobashiru yaruki no nasa de ryoushin wo uragiru nara
このドアをいまだ出られぬ 青年よ ニートになれ!
kono doa wo ima daderarenu seinen yo niito ni nare

ตำนานอันแสนโหดร้ายของเหล่าNEET ในที่สุดก็โบยบินออกจากหน้าต่าง

หากหักหลังพ่อแม่ด้วยจิตใจซึ่งขาดความสนใจสนใจในทุกสิ่ง

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถออกจากประตูบานนี้ไปได้ วัยรุ่นเอ๋ย จงเป็นNEETกันซะเถอะ!


ずっとパラサイト 家は私のゆりかご
zutto parasaito ie wa watashi no yurikago
  また今夜も 夢の2ch(ニチャン) 眠らず朝が来る
mata konya mo yume no nichan nemurazu asa ga kuru
  細いケーブルを 月明かりが照らしてる
hosoi keeburu wo tsuki akari ga terashiteru
  世界中の人と共に 消え去りたいけど
sekaijuu no hito to tomo ni kiesaretai kedo
 

เป็นปรสิตเกาะกินตลอดไป บ้านคือเปลที่โอบอุ้มฉันไว้

คืนนี้ก็ดู 2ch แห่งความฝัน ยามเช้ามาเยือนโดยที่ยังไม่ได้นอน

สายเคเบิลเส้นบางเรืองรองด้วยแสงจันทร์

แม้จะอยากเลือนหายไปพร้อมๆ กับผู้คนทั่วโลกก็ตาม


もしも友と逢えた時に 語り合うなら 奴は聞くよ 「お前は今 何をしてるの?」
moshimo tomo to aeta toki ni katari au nara yatsu wa kiku yo “omae wa ima nani wo shiteru no?”

ถ้าหากได้เจอเพื่อนแล้วพูดคุยกันล่ะก็ เจ้านั่นจะถามว่า “ตอนนี้แกทำอะไรอยู่เหรอ?”


  残酷な社会のルール 苦しみがそして始まる
zankoku na shakai no ruuru kurushimi ga soshite hajimaru
  両親の他界目にして 現実に目覚めたとき
ryoushin no takaime ni shitemo genjitsu ni mezameta toki
  誰よりも世間を知らぬ 青年よ ニートであれ
dare yorimo seiken wo shiranu seinen yo niito de are
 

กฎของสังคมอันโหดร้าย ความทรมานได้เริ่มต้นขึ้น

ยามที่พ่อแม่จากไปอยู่โลกอื่น และต้องลืมตาตื่นในโลกแห่งความจริง

รู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกใบนี้น้อยกว่าใครๆ เหล่าวัยรุ่นผู้เป็นNEET


親は金を残して逝き 未来を憂う 社会なんて出れないまま 私は生きる
oya wa kane wo nokosite yuki mirai wo yuu shakai nante derenai mama watashi wa ikiru

พ่อแม่เหลือเงินทิ้งไว้แล้วจากโลกนี้ไป หวาดกลัวต่ออนาคตข้างหน้า ฉันมีชีวิตอยู่โดยยังไม่สามารถออกไปเผชิญสังคมโลก

 
残酷なニートのテーゼ 窓辺からやがて飛び立つ
zankoku na niito no thesis madobe kara yagate tobidatu
  ほとばしる無気力感で 両親を裏切るなら
hotobasiru mukuryokukan de ryoushin wo uragiru nara
  このドアを永久に出られぬ 青年よ ニートであれ!
kono doa wo eikyuni derarenu seinen yo niito de are!
 

ตำนานอันแสนโหดร้ายของเหล่าNEET ในที่สุดก็โบยบินออกจากหน้าต่าง

หากหักหลังพ่อแม่ด้วยความไร้ความมุ่งมั่นตั้งใจ

วัยรุ่นผู้เป็นNEETเอ๋ย เธอจะไม่สามารถออกจากประตูบานนี้ได้ตลอดไป!

 
แถมสำหรับคนหลงทางเข้ามา
 
NEET เป็นคำย่อ จาก not in education, employment, or training
ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสังคมสำคัญอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น
คนแต่งเพลงใน nico อย่างเพลงนี้เองก็เป็น NEET มิใช่น้อย
 
และเจ้าของบล็อกตอนนี้ก็เป็น NEET เช่นกัน (55555555555555555555+)
 
จริงๆ แล้ว NEET อาจไม่ต้องเก็บตัวก็ได้
โรคเก็บตัวไม่ยอมออกจากห้องคือ Hikkikomori
แต่โดยส่วนใหญ่หากพูดถึง NEET แล้วมักจะมาคู่กับ Hikkikomori เนื้อเพลงนี้ก็เช่นกัน

เมื่อตอนงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ผ่านมา มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งค่ะ ที่ไปตบตีแย่งชิงมา

วันที่ไปงานคือ วันที่ 5 เมษายน 2555 จำได้เพราะเป็นวันสอบวิชาสุดท้ายของชีวิตนักศึกษา(ปริญญาตรี)

มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ที่ฝ่าฟันคนจำนวนมหาศาลเข้าไปซื้อมา ด้วยเหตุผลว่าเป็นนักเขียนที่ชื่นชอบและติดตามผลงานอยู่

คือเรื่อง “เราจะมีชีวิตที่ดี” ของคุณ ใบพัด ภาณุมาศ ทองธนากุล สำนักพิมพ์ A Book

 

credit: ภาพนี้เซฟมาจากแฟนเพจของคุณใบพัดค่ะ 

อนึ่ง สนพ. A Book เป็นหนึ่งใน สนพ. Blacklist ที่ไม่อยากจะเดินเข้าใกล้เลย (ให้ตายเถอะ) ในงานหนังสือ เพราะอย่างที่ทุกคนรู้ คนมหาศาลจะเบียดกันราวกับคนแย่งอาหารแจกฟรีสมัยสงคราม นอกจาก a book สนพ. อื่นที่คล้ายกันก็มีอยู่ไม่น้อย เช่นอมรินทร์ แจ่มใส bliss เป็นต้น

เรื่อง “เราจะมีชีวิต” ที่ดี เป็นหนังสือเล่มที่ 9 ของคุณใบพัด และเป็นกึ่งภาคต่อ กึ่ง side story ของ “การลาออกครั้งสุดท้าย”

พูดถึงตัวหนังสือกันก่อน รูปเล่มสวยงาม สะอาดตา กระดาษให้ความรู้สึกดีเมื่อสัมผัส แต่ปกเปื้อนง่ายมาก เป็นกระดาษเนื้อด้านไม่เคลือบอะไรเลย ซึ่งสวยมาก จนรู้สึกเสียดายหากจะเอาปกพลาสติกมาหุ้ม เพราะเดี๋ยวจะเสีย texture

การลาออกครั้งสุดท้าย คุณใบพัดได้พูดถึงการวางแผนชีวิตของเขา ที่เหนื่อยหน่ายกับการทำงานในระบบบริษัท (หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เขียนเสียดสีระบบนี้ของ A day คือเรื่อง Android Workers) จนในที่สุดเขาก็ได้ “ลาออกครั้งสุดท้าย” มาทำงานเป็นเจ้านายของตัวเองอยู่บ้าน เล่มนี้พูดถึงอุปสรรคทางด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และการวางแผนแก้ไขจนสำเร็จ

ส่วน “เราจะมีชีวิตที่ดี” จะพูดถึงอุปสรรค “ด้านจิตใจ” ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น โดยพูดถึง “มุ” แฟนสาว ผู้ทำงานอยู่ในบริษัทชั้นนำ และสังคมรอบข้างตัวเธอซึ่งมีค่านิยมแตกต่างจากตัวคุณใบพัด มุมมองที่คนในสังคมมองคนว่างงานแบบเขา และตัวเขาที่ทำงานอยู่กับบ้าน การหาสิ่งที่ตนเองชอบ ทำได้อย่างมีความสุข จนในที่สุดจึงเลือกเป็นนักเขียนอาชีพ

ตอนแรกอ่านจะรู้สึกว่านี่มัน dark side ของการลาออกครั้งสุดท้ายชัดๆ!!

เหมือนผู้เขียนพยายามจะชี้ให้เห็นว่าผลสรุปแล้ว การลาออกมาทำงานที่บ้านไม่ใช่เรื่องดี

มีความสุขแบบว่างเปล่า สังคมมองไม่ดี ชีวิตไม่มั่นคง
พอหาแนวทางใหม่ได้ ก็พบแต่อุปสรรคทางตัน

แต่หนังสือของคุณใบพัด ยังคงกลิ่นอายของผู้เขียนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะพบทางตัน พบอุปสรรค รู้สึกสิ้นหวัง แต่สุดท้ายจบลงอย่างมีความหวัง และมีความสุข ผลสุดท้ายคือเขาเป็นนักเขียนอาชีพ เขียนหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ในมือเล่มนี้ให้เราได้อ่าน

มุเป็นตัวแทนของคนในสังคม ที่ไม่ได้ทำงานในระบบเพราะสภาพบังคับ เธอมีสิทธิ์เลือก แต่เธอเลือกจะทำงานในบริษัทมั่นคง เพราะสำหรับเธอ แม้งานจะหนัก แต่สนุก ทำให้รู้ว่าหากคนเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่พอใจ แม้จะหนักหนา แต่เราจะมีความสุขกับมัน เราอาจไม่ได้มีความสุขตอนทำงาน แต่มีความสุขตอนเห็นงานที่เราทำประสบความสำเร็จออกมา นั่นก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน เธอเป็นคนในระบบ ที่มองเห็นนอกระบบ รู้ถึงการมีอยู่ และยอมรับมัน ต่างจากคนในระบบบางคนที่ดูถูกคนนอกระบบหรือคนต่างระบบ

ในฐานะผู้อ่าน เราไม่รู้ว่ามุมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่บนโลกนี้ เหมือนเรื่องฟินแลนด์ไม่มีแขน ผู้อ่านไม่รู้ว่า “พี่เต้ย” มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ แต่ในหนังสือเล่มนี้เธอมีตัวตนอยู่จริงๆ

มีบทหนึ่งในเรื่อง “เราจะมีชีวิตที่ดี” พูดถึงหนังสือเล่มแรกในชีวิตของคุณใบพัด เรื่อง “มุมมองของใบพัด” ที่เขาให้คำจำกัดความว่าเป็นหนังสือขายไม่ออก และทำให้เขาไม่อยากเขียนหนังสือไปอีกพักใหญ่ๆ

เรามีเรื่องจะสารภาพตรงนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณใบพัดจะมีโอกาสได้มาอ่านหรือไม่

ย้อนไปดูเอนทรี่เก่าๆ ของตัวเอง เราซื้อ “มุมมองของใบพัด” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 วันที่ 31 มีนาคม 2549
ในหนังสือเขียนว่า เล่มนี้พิมพ์ในปี 2545
และที่เราซื้อเพราะไปคุ้ยมาจากกองหนังสือ 5 เล่ม 100 บาท เนื่องจากอยากได้หนังสือเล่มอื่น เลยหาให้ครบ ปรากฏว่าเล่มที่อยากได้ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่มุมมองของใบพัดเราอ่านรอบที่ 2 หรือ 3 แล้ว และยังอยู่บนชั้นหนังสืออยู่

หลังจาก “มุมมองของใบพัด” เล่มนั้น ก็บังเอิญได้เห็นโฆษณา “ฟินแลนด์ไม่มีขา” ของคุณใบพัดที่มีแคมเปญร่วมกับ exteen ให้เขียนเกี่ยวกับหนังสือที่อยากได้จากตัวเลือกที่มี ผลคือได้หนังสือฟรีมาพร้อมลายเซ็น (ปลาบปลื้มจนถึงตอนนี้ T^Tbbbbbb) และติดตามผลงานเรื่อยมา

แม้ “มุมมองของใบพัด” จะเป็นหนังสือขายไม่ออกในวันที่มันออก

แต่ว่ากันตามตรง ถ้าเล่มนี้ไม่บังเอิญขายไม่ออกจนลดราคาเหลือ 5 เล่มร้อย เราคงไม่ซื้อ ไม่มีโอกาสได้อ่าน และคงไม่ซื้อเรื่องอื่นๆ ของคุณใบพัดต่อมาจนตอนนี้เป็นเล่มที่ 5 แล้ว จะเรียกว่ากลายเป็นแฟนพันธุ์แท้คงไม่เชิง เพราะซื้อแค่ครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด (5 เล่ม จาก 9 เล่ม) มุมมองของใบพัดเล่ม 2 หาไม่เคยเจอสักที ถ้ามีโอกาสพบเจอจะซื้อมาอ่านนะคะ m(_ _)m

ในโลกเราตอนนี้ มี “ตัวเลือก” มากมาย การที่เราจะเลือกอะไรขึ้นมาสักอย่างมันต้องมีปัจจัยประกอบ
เราเลือก “มุมมองของใบพัด” มาอ่าน เพราะมันราคาถูก
แต่ที่เราเลือกหนังสือเล่มอื่นๆ ของคุณใบพัดมาอ่าน แม้ราคาจะไม่ถูก เพราะเราชอบมุมมองของใบพัด

 

คนเราไม่ว่าใครล้วนเริ่มต้นจาก 0 แล้วไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ
จุดสูงสุดไม่ใช่ 100 เพราะแต่ละคนไม่เท่ากัน
พูดให้ถูกคือไม่มีจุดสูงสูงต่างหาก

บางคนอาจ 0 แล้วกระโดดไป 100 และคาอยู่ที่ตรงนั้น
บางคนอาจ 0 แล้วอยู่แค่ 0
บางคนอาจ 0 แล้วค่อยๆ ไต่บันไดขึ้นไปทีละก้าวจนในที่สุดก็เลย 100 ไป

รู้สึกดีใจที่คุณใบพัดไม่หยุดเขียนหนังสือแค่ “มุมมองของใบพัด” แต่กลับมาเขียนเรื่องราวดีๆ สำนวนดีๆ ให้ได้อ่านกัน

หากใครมีโอกาสอ่านเรื่อง “มุมของของใบพัด” และ “เราจะมีชีวิตที่ดี” ซึ่งเขียนห่างกันถึง 10 ปีจะพบว่า ทั้งสองเล่มล้วนบรรจุตัวตนของผู้เขียนไว้ ชนิดที่ว่า แม้ต่างกัน 10 ปี แต่เมื่ออ่านก็รู้ว่าใครเขียน

เป็นกำลังใจให้คุณใบพัดสำหรับผลงานต่อๆ ไป

และเป็นกำลังใจให้นักเขียน นักสร้างสรรค์ผลงานทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในจุดเริ่มต้นค่ะ