พอดีว่า มีิวิชาที่ลงเรียนเทอมนี้(และรู้สึกเสียใจมากที่ไม่ไปถอน) คือภาษาในสังคมญี่ปุ่น เป็นวิชาภาษาศาสตร์ที่พูดในแง่บริบททางสังคมค่ะ

 วิชานี้มีวิจัยอิสระ (อิสระจริงๆ เรื่องอะไรก็ได้ ทำกี่คนก็ได้ lol)

ตอนแรกว่าจะทำเรื่องพวกชื่ออาหารภาษาต่างประเทศของญี่ปุ่น ไปๆมาๆเพื่อนในกลุ่มถอนกันหมด เราเลยไปรวมกับอีกกลุ่มนึง ที่ทำเรื่องภาษาใหม่ในนิตยสารวัยรุ่น  

ปกติเป็นคนไม่ค่อยอ่านนิตยสาร ทั้งภาษาไทยและภาษาญี่ปุ่น แต่อย่างนึงที่รู้ก็คือนิตยสารไทยเนี่ย ไม่มีภาษาวิบัติเท่าไหร่ มีเมื่อไหร่ก็มีคนมาบ่นกันให้เห็นแล้ว และเราก็รู้สึกดีด้วยที่ไม่ต้องเห็นภาษาอ่านยากๆอยู่ในนิตยสาร แต่นิตยสารญี่ปุ่นเนี่ย..... โอ้โห สุดจะครีเอท อะไรมันจะล้ำลึกขนาดนี้ บางคำนี่ จดคำศัพท์มา ค้นกันแทบเป็นแทบตายกว่าจะเข้าใจว่ามันต้องการสื่ออะไร...

จริงๆมันก็ไม่เชิงคำศัพท์จากนิตยสารหรอก ก็จริงอยู่ว่าบางคำมันใช้ในนิตยสารเป็นหลัก แต่โดยส่วนใหญ่ก็คือคำศัพท์วัยรุ่นทั่วไป ตามเน็ตบ้าง ส่งเมล์คุยกันเล่นบ้าง แต่กลุ่มเราใช้นิตยสารเป็นหลักในการศึกษาค้นคว้าเท่านั้นเอง ก็กางนิตยสารกันคนละเล่มสองเล่ม แล้วก็จดๆๆๆ คำขึ้นมา ค่อยมาค้นว่าตกลงมันแปลกว่าอะไร

ทีนี้ มาดูคำแปลกๆที่เจอได้บ่อยๆดีกว่า (จริงๆมีเยอะมาก ขออนุญาตเลือกแล้วเลือกอีกมาไม่กี่คำพอ...)

ตามนิสัยคนญี่ปุ่น.... แน่นอนมันต้องสั้นๆ จะได้น่ารัก คิคุ พูดง่าย พิมพ์ง่าย สื่อสารคล่อง เพราะฉะนั้นคำไหนมันยาวก็ตัดให้มันสั้นซะ (คำในวงเล็บคือคำเต็มค่ะ)

  • 恋バナ(恋愛話)โค่ยบานะ มาจาก เรนไอบานาชิ  (ดูมันตัดซะ....) ประมาณว่าเรื่องรักๆ เรื่องราวความรัก
  • ダンチュウ(男子中学校)ดันจู มาจาก ดันชิจูกักโค แปลตรงๆว่า นักเรียนชายมัธยมต้น
  • 友チョコ(友達同士のチョコレート)คำนี้มาคู่กับวันวาเลนไทน์ของญี่ปุ่น
    โทโมะโจโกะ คือช็อกโกแลตที่สาวๆจะให้เพื่อนสาวด้วยกันเองในวันวาเลนไทน์
    ถ้าให้ผู้ชายคนอื่นที่ไม่ใช่คนรักจะเรียกว่า 義理チョコ(giri-choco) หรือช็อกโกแลตตามมารยาท
    สำหรับที่ให้แฟน ให้คนรัก เค้าจะเรียก 本命チョコ (honmei-choco) หรือช็อกโกแลตจริงๆ 
  • ナベ友 นาเบะโทโมะ ใช้กันเยอะอย่างไม่น่าเชื่อ ความหมายคือ เพื่อนที่กินจังโกะนาเบะ(หม้อไฟ)ด้วยกันบ่อยๆ
  • ナチュ系 (ナチュラル系)นาฉุเค มันคือ Natural Style พวกหนังสือสอนแต่งตัวแต่งหน้าใช้คำนี้เยอะมาก (แค่เอา Natural+kei ก็ประหลาดอยู่แล้ว มันยังจะย่อลงไปให้สับสนกันเล่นอีก.....)
  • アクセ (アクセサリー)อะคุเสะ อย่างที่บอก ยาวๆต้องให้เหลือสั้นๆ accessory ยาวเกินไป พูดยาก ก็ตัดซะ
  • デニショー (デニムショットパンツ) เดนิโช มาจาก Denim Shortpants คำนี้เป็นการรวมความวิบัติของคนญี่ปุ่นชนิดที่ว่า พูดไปชาติไหนก็งง ฝรั่งเรียกกางเกงขายาวว่า Pants ส่วนกางเกงขาสั้นเรียกว่า Shorts แต่คนญี่ปุ่น.... กลัว Shorts เฉยๆไม่รู้เรื่อง รวมคำมันซะเลย.... ส่วนกางกงยีนส์ เขาก็ไม่เรียกว่ายีนส์ แต่เรียกเดนิม กางเกงยีนส์ขาสั้น เลยกลายเป็น เดนิโช 
  • ワンピ (ワンピース) วันพีซมันยาวเกินไป เหลือ "วันปิ" น่ารักกว่า เลยตัดซะ
  • ボヘ (ボヘミアン)แฟชั่นมันก็คล้ายกันทั่วโลก ไทยฮิต "โบฮีเมี่ยน" ญี่ปุ่นฮิต "โบเฮะ" คือ โบเฮเมียน มันยาวเกินไป เขาเลยเรียกสั้นๆว่า โบเฮะ (ฟังแล้วขำมาก......)
  • マスト(The thing you must have) อีกคำนึงที่อ่านเจอครั้งแรกทำเอางง
    冬マスト fuyu must อะไรหว่า....... หาไปหามา โอเค มันใช้แทนนาม หมายถึง The things you must have in winter(fuyu) จาก must have ก็กลายเป็นสิ่งของไปซะแล้ว....  

นอกจากพวกนี้ ก็จะมีำคำที่ใช้คำย่อเป็นตัวภาษาอังกฤษ เรียกว่า KY語 (เควายโกะ) อันนี้ตลกมาก... ไว้ว่างๆเอามาอัพอีกรอบ ใครอยากอ่านเล่นลองไปเสิร์ชหาดูได้

.

นอกจากตัดคำให้สั้นลง ความวิบัติยังไม่จบเท่านั้น!!!

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เหมือนจะใช้ภาษาอังกฤษเยอะ....... แต่ปัญหาคือภาษาอังกฤษที่ใช้กันเนี่ย คนต่างชาติเขาไม่เข้าใจน่ะสิ ง่ายๆคือเป็นภาษาอังกฤษที่คนญี่ปุ่นคิดเอง.... ประมาณ เรียกชานชาลารถไฟว่า โฮม เพราะมาจากการอ่านคำว่า Platform ว่า プラットホーム (pu-ratto-hoo-mu) หรือเรียกนักคอสว่า Layer เพราะตัดมาจากข้างหลังของคำว่า Cosplayer (จริงๆ... Cosplay ก็ตัดมาจาก Costume Play อีกที... แถม Costume play ก็เป็นคำที่ญี่ปุ่นคิดออกมาจากจินตนาการของตัวเอง ว่า "แต่งตัว+เล่น" เอามารวมกัน แต่เดี๋ยวนี้คำนี้ก็แพร่หลายไปทั่วโลกซะแล้ว lol)

ทีนี้...... คนญี่ปุ่นฉลาดสร้างสรรค์ค่ะ คำใหม่ยังคิดได้เลย เอาคำเก่ามาใช้ ก็ใช่ว่าความหมายจะเปลี่ยนใหม่ไม่ได้ 

  • フリンジ (fringe) เดิมคำนี้หมายถึงผมม้า หรือพู่ แต่กลายเป็นศัพท์แฟชั่นหมายถึงเครื่องประดับที่ตกแต่งเป็นพู่ห้อยๆ มีระบายแฉกๆ แนวนั้น 
  • オファーする (offer) คำนี้มันช่างสับสน........ offer เป็นคำกิริยา หมายถึง เสนอ ยื่นเสนอ ญี่ปุ่นเอาคำนี้มาใช้ โดยเติม suru ข้างหลัง ให้เป็นverb อย่างแท้จริง(??) แต่ความหมายมันไปกันคนละเรื่อง.... โอฟาสุรุ แปลว่าสารภาพรักกับคนที่ตัวเองชอบ (o_O" ไปไกลมากๆ...) คือมันก็เพี้ยนมาเรื่อยๆจากความหมายว่า เสนอ อ่ะนะ....... แต่เพียนมาไกลๆมากจนตามหาต้นตอแทบจะไม่เจอ

นอกจากโอฟาสุรุ ก็มีอีกเยอะมากที่ญี่ปุ่นเอามาเติมสุรุ เพื่อให้กลายเป็นคำกิริยา (แต่ปัญหาคือ ส่วนใหญ่มันเป็นกิริยาอยู่แล้วเนี่ยสิ....) อย่าง ゲットする(Get)、トライする(Try)、ホイップる(Whip-ตีวิปครีม.... แต่ในที่นี้คือการเอาวิปครีมมาทำเป็นลวดลายเครื่องประดับ ซึ่งกำลังฮิตมากที่ญีปุ่น) ส่วนคำที่มันลงท้ายด้วย รุ อยู่แล้ว ก็กลายเป็นกิริยาได้ อย่าง กุกุรุ แปลว่าค้นหาด้วยกูเกิล 

.

ยังไม่หมดเท่านี้ คำอื่นๆก็จะมี อย่างเช่นเอา ~かわ(คาวะ) ไปเติมหลังคำ เพื่อจะบอกว่าน่ารักแบบไหน มีเยอะมาก เช่น ハデかわ(ฮาเดะคาวะ น่ารักแบบฉูดฉาด) ヤバかわ(ยาบะคาวะ น่ารักจะแย่แล้ว ยาไบ แต่เดิมใช้แต่เรื่องที่ความหมายเป็นแง่ลบ แต่เดี๋ยวนี้ก็เอามาใช้กับคำชมกันแล้ว) 安カワ(ยาสุคาวะ น่ารักด้วยของถูกๆ ประมาณว่า ไม่ต้องใช้ของแพงก็น่ารักได้...) ウルトラ可愛い(อุรุโทระคาวาอี้ มาจาก Ultra Kawaii) 鬼もへ~(โอนิโมเฮ้ น่ารักมั่กๆ) และอื่นๆอีกมากมาย..... 

.

นอกจากคำจะประหลาด วิธีการเขียนก็ประหลาดค่ะ ฮิระ คาตะ คันจิ อังกฤษ ปนกันทุกอย่าง...... かわいい(คาวาอี้) ก็เขียน キャワイイ(เคียวาอี้) ガーりーすたいる(Girly Style ที่น่าสงสัยว่า.... ในเมื่อเกิร์ลลี่ใช้คาตะ ทำไมสไตล์จะต้องมาใช้ฮิระด้วย...) プックUP(Pick Up เขียนให้งง...) คำไหนปกติใช้じ ก็จะเปลี่ยนมาใช้เป็น ぢ ซึ่งปัจจุบันสองตัวนี้ถือว่าออกเสียงเหมือนกัน แต่แทบไม่มีคำที่ใช้ ぢ หลงเหลืออยู่แล้ว 

.

ลองมาดูประโยคตัวอย่างกันบ้าง

  • 毛穴ゼロのツルすべ肌がGOOD!- keana zero no tsuru subehada ga good! ถึงกับงงจนไม่รู้จะแปลยังไงให้ได้อารมณ์.... なし ที่แปลว่าไม่มีก็ใช้ zero แทน แปลออกมาก็ประมาณว่าผิวพรรณที่ดีนุ่มลื่น มองไม่เห็นรูขุมขน บลาๆ
  • オシャレさパワーアップ - oshare sa power up (ฟังดูเหมือนท่าแปลงร่างชอบกล) เพิ่มความมีเสน่ห์
  • 可愛くキュ-トに着こなす!- kawaiku cute ni kikonasu มีทั้งคาวาอี้ ทั้งคิวท์ คำเดียวบอกถึงความน่ารักได้ไม่เพียงพอ ใส่มันลงไปทั้งสองคำนั่นแหละ!!

.

.

.

อ้างอิงจากรายงาน เพราะฉะนั้นมีหลายๆคนทำข้อมูลค่ะ ของเราก็ทำแค่ส่วนเดียว นอกจากนี้ก็มีไปถามๆดู คนญี่ปุ่นเองก็ใช่ว่าจะเข้าใจคำพวกนี้ซะทุกคน ผู้ชาย(โดยเฉพาะคุณลุงวัย 40 อัพ) ก็ไม่ค่อยจะเข้าใจนักหรอก.....

ภาษาไทยถือว่าดีแล้วนะสำหรับภาษาวิบัติ อย่างน้อยกลุ่มคนที่ใช้ก็เล็กกว่า ไม่กระจายไปทั่วประเทศ ทั่วแผงหนังสือ..... แถมเวลามีคนใช้ผิดก็ัยังมีคนออกมาต่อต้านกันสุด จนบางทีออกจะมากเกินเหตุ (ได้กลิ่นดราม่ากันไหม?)

ใครจะใช้ก็ไม่ว่า (ทั้งไทยและญี่ปุ่น) แต่ขออย่างหนึ่งเลยค่ะ ใช้ให้มันถูกกาลเทศะ สื่อสารกันอยู่ในกลุ่มเถิด อย่าให้คนอื่นมาร่วมปวดหัวกับคุณด้วยเลย (ล่าสุดเพิ่งเจอข้อความอ่านแล้วชวนปวดตับ ประมวลผลไม่ออกว่าต้องการสื่ออะไร....) คำบางคำใช้กับเรื่องบางเรื่องเอาสนุกสนานมันก็ตอบสนองโจทย์ได้ดี อ่านแล้วสนุก ได้อารมณ์ เลียนแบบเสียงพูดเหมือนจริง อย่าเผลอไปใช้ผิดที่ผิดทางก็แล้วกัน (เช่นเขียน ไม๊ อาไร หวัดดี ชั้น เทอ เธอว์ บลาๆ ลงในเอกสารทางการ) ตามเว็ปบอร์ดหลายๆแห่งเดี๋ยวนี้ก็มีการรณรงค์ระดับนึง ก็ช่วยๆกันใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องกันซะหน่อย มีผิดเพี้ยนไปบ้างมันก็เป็นเรื่องของกลไกทางสังคมและกาลเวลา แต่ถึงขนาดทำให้สื่อสารไม่ได้(อย่างน้อยบางครั้งเราก็อ่านไม่รู้เรื่อง)ไม่ไหวนะคะ 

อีกอย่างนึง ไม่รู้เป็นเทรนด์ใหม่หรืออะไร บางคนชอบพิมพ์ภาษาไทยเหมือนภาษาอังกฤษ ตัวภาษาก็วิบัติจะแย่อยู่แล้ว.... อ่านแทบจะไม่รู้เรื่อง ยังจะพิมพ์เว้นวรรคทุกคำ(หรือเกือบทุกคำ)ให้คนอ่านสับสนเล่นอีก ภาษาไทยไม่มีจุดและคอมม่า บอกจุดสิ้นสุดของประโยค แต่ใช้เว้นวรรคเป็นการตัดประโยค การเว้นวรรคผิดในภาษาไทยทำให้ความเข้าใจผิดเพี้ยนไปได้ง่ายๆ เช่นประโยคตัวอย่างที่เรียนกันมาตั้งแต่ประถมอย่าง "ยานี้ดี กินแล้วแข็ง แรงไม่มี โรคภัยเบียดเบียน" ที่มาจากประโยคจริงๆว่า "ยานี้ดี กินแล้วแข็งแรง ไม่มีโรคภัยเบียดเบียน" แล้วลองคิดดูค่ะ.... นี่คือเว้นวรรคผิด แล้วถ้าเว้นวรรคทุกคำ คนอ่านจะเข้าใจมั๊ยคะ......

.

ไปอ่านหนังสือ Man/Geog ที่จะสอบพรุ่งนี้ต่อล่ะ........ ไว้คราวหน้าถ้าขยัน จะเอา KY語 มาอัพให้อ่านเล่นกันค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

Everything you have written here is true, and it’s all very helpful. Thank you very much

#17 By lose weight fast (95.132.253.4) on 2012-02-22 20:04

บทความนี้เป็นเพียงรูปหล่อ! ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลที่มีค่า!

#16 By English essay (78.31.178.242) on 2010-12-08 03:22

เค้าตัดคำกันดื้อขนาดนั้นเลยง่ะ

#15 By MASTERY on 2010-04-29 13:18

นึกขึ้นได้ แบบนี้พวกเราก็เป็น 放題友 สิ เพื่อนกินบุฟ

#14 By rico on 2010-02-22 10:17

อ่านสนุกได้ความรู้ดีชอบbig smile

#13 By fafner on 2010-02-22 08:43

ナベ友 จะมีคำนี้เพื่ออะไรคะเนี่ยยย อู้ยออกแนวเพื่อนกิน 555

ป่านปวดไตกับอังกฤษคนญี่ปุ่นมากอ่ะพี่จิ๊บ เคยเจอด็อกเตอร์คนนึงตอนแรกเค้าพูดอังกฤษแล้วประทับใจมาก สำเนียงดี พอหลังๆเหมือนเฮียแกไม่ไหวอีกต่อไปจากคอมมิวนิเคชั่นกลายเป็นคอมมูนิเคโชง55

ดูๆแล้วเหมือนญี่ปุ่นจะชอบเอาภาษาอังกฤษมาปนกับศัพท์เดิมแล้วตัดให้สั้นลงนะคะเนี่ย อูย ปวดไตเหลือเกิน sad smile

#12 By Yamiyuu on 2010-02-22 08:31

แต่เราชอบนะ(ถ้าใช้กับเพื่อนๆอะนะ)

#11 By ✦くららちゃん✦ on 2010-02-22 02:53

ภาษาๆไหนมันก็ผิดเพี้ยนไปได้ตามกาลเวลาล่ะเนาะ เพราะภาษามันมีชีวิต ยกเว้นภาษาที่มันตายเเล้ว ไม่มีคนใช้ล่ะมั้งครับ
ปล. ขอให้โชคดีในการสอบนะครับ confused smile

#10 By raycircle on 2010-02-22 02:21

โอ้วเข้าใจเลยค่ะ
เห็นแล้วแอบโมโห 55555

เรียนมากขึ้น ยิ่งเจอแต่คำแปลกๆ
แถมจะจำคำวิบัติพวกนี้ได้มากกว่าอีก - -

เหอะๆ เหนื่อย 5555

#9 By gaao on 2010-02-22 01:03

ภาษาไทยที่เป็นพวกลากเสียง หรือจงใจสะกดผิดยังพอทนนะ แต่รับไม่ค่อยได้ประเภทที่เขียนผิดไวยากรณ์แบบที่ว่ามันอ่านไม่ได้จริงๆอย่าง นู๋ ก้ ค๊ะ อะไรประมาณเนี้ย

#8 By remixman on 2010-02-21 23:48

PinG~ โห เยอะนะเนี่ย wink

#7 By Pl@y-M@Te on 2010-02-21 22:30

offersuru... เอาจริงดิ!? =[]=!!
ความหมายมันช่างขัดกับเซนส์อย่างแรง orz

#6 By ::Materia Hunter:: on 2010-02-21 22:28

ภาษามันมีชีวิต !!! มันดิ้นไปเรื่อยๆ

ตะละคำ ถ้าไปเจอเองไม่รู้เรื่อง 100%

じびカワ~~

#5 By rico on 2010-02-21 22:16

อยู่มาจนจะกลับยังไม่สามารถเข้าใจภาษาพวกนี้ได้ฮ่าๆ
มักจะมีปัญหาเวลาไปเดินดูเสื้อผ้า...เพราะจะงงๆว่าคนขายพูดอะไรsad smile

#4 By GinG Freecss on 2010-02-21 22:08

ไม่ยักนึกว่าญี่ปุ่นเองก็วิบัติได้ขนาดนี้ นึกว่ามีแค่คำทับศัพท์ภาษาอังกฤษแบบที่คิดเองกับแบบตัดให้สั้นลง แต่มาอ่านดูแล้วปวดตับมากๆ ค่ะ ที่ฮาสุดก็วันพีซนี่แหละค่ะ (จะตัด "สุ" แค่ตัวเดียวไปทำไม???)

คนญี่ปุ่นนี่ ขยันทำงานแต่ขี้เกียจพูดเนอะ sad smile

#3 By Chibidora ^ ^'' (125.24.82.140) on 2010-02-21 22:02

เดี๋ยวนี้มันพัฒนาไปถึงขนาดนี้แล้วเหรอคะเนี่ย (O_o) เมื่อก่อนเคยได้ยินคำว่า ทันโจปุเระ ก็ว่าเข้าใจคิดแล้วนะ

เคยอ่านงานวิจัยของฝรั่งอันนึงว่า ศัพท์ตะวันตกที่เข้าไปในญี่ปุ่นช่วงแรกสุด จะถูกใช้ในความหมายเดิมที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลยเช่น เทเรบิ แต่พอยุคหลังๆจากนั้นมา ความหมายก็เริ่มเปลี่ยนไปตามความต้องการใช้ของคนญี่ปุ่นเอง เช่นคำว่าแมนชั่น ที่จริงแปลว่าคฤหาสน์ แต่ญี่ปุ่นใช้เป็นห้องพักแทน

#2 By ★奈良★ on 2010-02-21 21:57

.....พึ่งรู้ว่า Layer เป็นคำที่ตัดมา ตอนแรกนึกว่าเป็นศัพท์เฉพาะ sad smile

#1 By SRP on 2010-02-21 21:52