ฉันกับการเรียน

posted on 19 Oct 2010 12:21 by jibi in -watashi-to-
ถือเป็นการฉลองเกรดออกแล้วกัน
อย่างที่ได้บอกไป เกรดเทอมนี้ ขึ้นเหมือนไม่ขึ้น
เราคงไม่มีทางทำเกรดสวยๆจากวิชาของคุณทั้งสามได้หรอก ก็รู้อยู่แล้ว
 
. . . อาจจะมองว่าฉันแปลกก็ได้ แต่ฉันชอบการเรียน . . .
 
. . . การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เป็นเรื่องสนุกสำหรับฉัน . . .
 
. . . ถ้าฉันจะตั้งใจเรียน ก็เพราะฉันอยากจะเรียนรู้ ไม่ใช่เพราะฉันอยากจะได้คะแนนดี . . . 
.
.
.
 
 
ถ้าถามฉัน ฉันคิดว่าตัวเองเป็นคนผลการเรียนปานกลาง ไม่มีวิชาถนัดเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่มีวิชาไหนทำได้แย่เป็นพิเศษเช่นกัน (หลังๆเริ่มค้นพบว่า มักจะได้คะแนนวิชาประหลาดๆ ดีกว่าที่คาดอยู่บ่อยๆ... อันนี้อาจจะเป็นเพราะเรามีความคิดประหลาดไม่เหมือนชาวบ้าน?)
เกรดที่มหาวิทยาลัย ส่วนมากจะเป็น B+ มี A กับ B ปะปน สรุปก็คืออยู่ระดับกลางๆทุกวิชา ไม่มีที่โดดเด่น
 
เมื่อพูดถึงเรื่องการเรียน มันไม่ใช่แค่ปัจจุบันที่อยู่มหาวิทยาลัย แต่รวมถึงประวัติที่มาด้วย ฉันเป็นคนที่เรียนโรงเรียนรัฐบาล(ใกล้บ้าน)มาตั้งแต่เด็ก จนปัจจุบันก็ยังคงอยู่มหาวิทยาลัยรัฐบาล
  • เรียนประถม โรงเรียนราชวินิต ด้วยเหตุผลว่าใกล้บ้าน และมีพี่ๆ เรียนอยู่หลายคน รับส่งสะดวก และเวลาบอกใครว่าอยู่โรงเรียนนี้ จะถูกถามว่า "ราชวินิตไหน?" OTL
  • เรียนมัธยมต้น โรงเรียนสตรีวิทยา เพราะไ่ม่ต้องสอบเข้า (แบบว่า บ้านเกิดอยู่ในเขตพื้นที่ แล้วยังไม่ได้ย้ายทะเบียนบ้าน) และก็เช่นกัน เวลาบอกใครว่าอยู่โรงเรียนนี้จะถูกถามว่า "สตรีวิทฯ ไหน" OTL OTL
  • เรียนมัธยมปลาย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา สาย ภาษา-ญี่ปุ่น ที่ไปสอบเพราะอยากไว้ผมยาว หลังจากโดนตัดสั้นไป 3 ปี (สตรีวิทยา ต้องตัดผมสั้น 6 ปีนะคะ เราโดนแม่หลอก T^T ตอนไปสมัคร แม่บอกว่าแค่ 3 ปีเอง ทนๆไปเถอะ... มาค้นพบความจริงก็สายไปเสียแล้ว) และอยากเรียนศิลป์ญี่ปุ่น(ซึ่งส.ว. รุ่นเรา มีก็เหมือนไม่มีสายนี้...) ซึ่งก็เหมือนเดิม ถ้าบอกใครว่าเรียนเตรียมอุดม จะถูกถามว่า "เตรียมฯไหน" OTL OTL OTL
  • ปัจจุบัน เรียนอยู่คณะอักษรศาสตร์ เอกภาษาญี่ปุ่น ปี 3 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และน่ายินดีว่า ยังไม่เคยโดนถามว่า "จุฬาฯไหน" (จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยของพระสงฆ์ และเราคงไม่ได้เรียนที่นั่นแน่นอน) แต่ยังคงได้คำถามว่า "เอกญี่ปุ่น โทอะไร" อยู่บ่อยๆ....... เอกญี่ปุ่น เป็น "เอกเดี่ยว" นะคะ ไม่สามารถโทอะไรได้ T^T แต่ที่เรียนอยู่เกือบจะโทบริหารอยู่แล้ว ทั้งกราฟ ทั้งขายของ เอ๊ะหรือโทกฎหมาย มีรับแจ้งของหายกับดูอุบัติเหตุรถชนด้วย

ถ้าอ่านประวัติการศึกษา..... อืมมมม ดูดีเนอะ มีแต่โรงเรียนดังๆ ทั้งนั้น

เมื่อก่อนฉันเคยได้ยินคำว่า "เป็นหางมังกร ดีกว่าเป็นหัวหมา" จากพี่สาว(ล่ะมั๊ง) และเคยได้ยินคำว่า "เป็นหัวหมา ดีกว่าเป็นหางมังกร เครียดเปล่าๆ" จากคนอื่น

ก็เคยเ็ก็บมาคิดนะ ว่า หางมังกร กับหัวหมา อะไรจะดีกว่ากัน ในเมื่อไม่สามารถเป็นหัวมังกรได้ แต่คิดไปก็กลุ้มเปล่าๆ.... สรุปเราก็ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่ทำได้ (โดยไ่ม่ให้ตัวเองและคนรอบข้างเดือดร้อน)ไปเถอะ อย่าไปคิดเลยว่าทำแล้วจะเป็นอะไร เพราะถ้าคิดแบบนั้นเมื่อไหร่ แปลว่าเรากำลังเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นแล้วล่ะ

สำหรับฉัน การเีีรียนเป็นเรื่องสนุกนะ (หมายถึง "การเรียนรู้" ไม่ใช่ "การเรียนในโรงเรียน") แต่การทำงานประหลาดๆ และสอบข้อสอบมหาภัยไ่ม่ใช่เรื่องสนุกเลย เพราะได้เรียนรู้อะไรที่เราไม่เคยรู้มาก่อน ซึ่งมันก็สนุกเป็นบางวิชา และวิชาไหนที่ไม่สนุกบางครั้งฉันก็ปล่อยทิ้งมันไปดื้อๆ ฉันชอบที่จะเรียนรู้ ชอบอ่านหนังสือ ชอบอ่านเว็ปที่เป็นเรื่องแปลกๆ ใหม่ๆ หรือเรื่องเก่าๆก็ได้ แต่สิ่งที่ยังไม่รู้ก็ถือว่าใหม่สำหรับฉัน

เพราะฉะนั้น ฉันพยายามจะไม่คิดว่าตัวเป็นส่วนไหนของมังกรหรือหมา ฉันก็เป็นฉัน คนอื่นจะยืนตรงไหนของเราก็ยืนไป แต่ฉันจะยืนตรงนี้ ถ้าฉันจะพยายามมากขึ้นก็เพื่อตัวเอง ไม่ใช่เพื่อจะไปยืนอยู่เหนือใคร --- เพราะคิดแบบนี้นี่ล่ะ ฉันถึงเกลียดการตัดเกรดตามกลุ่มมากๆ เพราะมันเป็นการที่ให้นักเรียนเหยียบกันเองเพื่อจะขึ้นไปเหนือคนอื่น บางทีทุกคนก็เก่ง ไม่ใช่ไม่เก่ง ถ้าการที่ทุกคนเก่งแล้วจะต้องมาตัดสินว่าคนเก่งที่สุดได้เกรดเท่านี้ รองลงมาได้เกรดเท่านี้ มันไม่ต่างกับการคัดเมล็ดข้าวหรือเมล็ดถั่วบรรจุถุงเลย มนุษย์ไม่ใช่ไข่ไก่ จะได้มาคัดเกรดด้วยการเปรียบเทียบกันแบบนี้

เคยมานั่งคิดถึงเรื่อง "หัวหมาหรือหางมังกร" อยู่เหมือนกันค่ะ ถ้าดูจากที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ คงจะเป็น "ตัวมังกร" ล่ะมั๊ง.... อยู่อักษรฯจุฬาฯ จะบอกว่าหมาก็คงไม่ได้แล้วล่ะ... แต่ยังไงก็ไม่สามารถไปอยู่ที่ "หัวมังกร" ได้อยู่ดี ถ้าอยู่ตรงนั้นแล้วต้องคอยระวังไม่ให้ตกลงมา สู้อยู่ตรงกลางตั้งแต่แรกคงเหมาะกับคนรักสบายอย่างฉันมากกว่า

.

ชีวิตนักเรียน ไม่ได้มีแต่การเรียนยังมีการสอบอยู่ด้วย  กิจกรรม ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำได้ีเฉพาะในวัยเรียนเท่านั้น

สมัยเรียนก่อนจะเข้ามหาวิทยาลัย ฉันเป็นคนหนึ่งที่ำทำกิจกรรมไม่น้อย

ตอนประถมฉันเข้าแข่งขันเกือบทุกอย่างที่เข้าร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็น แสดงบัลเล่ย์(หรือจินตลีลา?) ตอบปัญหา ภาษาไทย สังคมศาสตร์ คณิตศาสตร์ แข่งขันว่ายน้ำ วาดรูป เล่านิทาน ฯลฯ เข้าชุมนุม-ชมรม หลากหลาย เป็นกรรมการนักเรียน เป็นยุวบรรณารักษ์ จัดกิจกรรมกีฬาสี ช่วยอาจารย์จัดนิทรรศการ จัดเวที ช่วยพิธีการ นำสวดมนต์ ขายของใน free market ของโรงเรียน ทำมาหมดแล้ว ทั้งนี้เพราะโรงเรียนสนับสนุน และฉันเองก็สนุกที่ได้ทำ

พอขึ้นม.ต้น โรงเรียนมัธยมแตกต่างจากโรงเรียนประถม หรือโรงเรียนประถมของฉันแตกต่างจากโรงเรียนอื่นก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ไม่มีกิจกรรมของให้ฉันทำอย่างสนุกสนานอีกต่อไป กิจกรรมที่ทำแล้วสนุกคือสิ่งที่ทำกับเพื่อนๆ 

อยู่ม.ปลาย เตรียมฯ เป็นโรงเรียนที่สนับสนุนให้นักเรียนทำกิจกรรมได้อย่างเต็มที่ ฉันเองก็ทำเท่าที่ทำได้ ทำชมรม ทำกิจกรรมของสายภาษาญี่ปุ่น รับน้องห้อง รับน้องสาย เป็นสต๊าฟงานต่างๆ ทำงานกีฬาสีที่แสนจะอลังการงานสร้าง

สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นการเรียนรู้ คนที่ทำจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ ซึ่งไม่มีสอนในตำราแน่นอน

เป็นเรื่องน่าเสียดายที่หลายๆ คนดูจะไม่สนใจกิจกรรมเหล่านี้เลย... การตั้งใจเรียนเป็นเรื่องดี แต่มัธยมเราตั้งใจเรียนก็เพื่อให้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ใครเก่งหน่อยก็เพื่อสอบแข่งขัน สอบทุนไปเรียนต่างประเทศ... อย่างที่เห็น ถึงฉันและเพื่อนๆ จะไม่ได้ทุ่มเทให้กาเรียนจนทิ้งกิจกรรม แต่ก็ได้เรียนในคณะที่คาดหวัง สอบเข้ามาได้โดยไม่ลำบาก น่าเสียดายนะ ถ้าต้องทิ้งสิ่งหนึ่งไปอย่างสิ้นเชิงเพื่อทุ่มเทให้อีกสิ่งหนึ่ง สำหรับชีวิตฉันที่ผ่านมาทั้งหมด ชีิวิตมัธยมเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดแล้วล่ะ

ถ้าพูดถึงเรื่องเรียน ก็ไม่ใช่แค่เรียนในโรงเรียน แต่เรียนพิเศษดูจะเป็นประเด็นสำคัญสำหรับชีวิตใครหลายๆคน เห็นน้องๆ บางคน ปิดเทอมเรียนพิเศษสัปดาห์ละ 6-7 วัน 9 โมงเช้า ถึง 6 โมงเย็น...

สำหรับฉัน ปิดเทอมเป็นสิ่งล้ำค่ามาก และยิ่งใกล้เรียนจบ ก็ยิ่งเห็นความสำคัญของมันมากขึ้นเรื่อยๆ 

ฉันก็เรียนพิเศษ วาดรูป ดนตรีไทย ตั้งแต่เด็ก ยิ่งวาดรูปนี่เีรียนจนเกือบจบม.ปลายเลย  (เพราะตอนแรกตั้งใจจะสอบเข้าคณะเกี่ยวกับวาดรูป... แต่รู้ตัวว่าไม่ไหวเลยเปลี่ยนใจ) มีเรียนภาษาอังกฤษอยู่บ้าง แต่ช่วงก่อนเอนทรานซ์ไม่ได้เรียนอะไรเลย

ฉันไม่ว่าคนที่เรียนด้วยความพอใจของตัวเอง และคิดว่าการที่ตนเองเรียนทำให้เกิดประโยชน์ แต่สำหรับบางคน เคยถามตัวเองบ้างหรือเปล่าว่าเรียนเพื่ออะไรกัน เรียนที่โรงเรียนไม่เข้าใจจริงๆหรือ? อ่านเองไม่ได้เลยหรือ? การเรียนพิเศษตามเพื่อนโดยที่ไม่รู้ว่ามันช่วยให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไรไ่ม่ใช่เรื่องที่ดีหรอกนะ ฉันกล้าพูดว่าเราสอบเอนทรานซ์(หรือแอดมิชชั่นแล้วแต่จะเรียก)โดยไม่ได้เรียนพิเศษเลย และต่อให้เรียน ฉันก็ไม่้คิดว่าจะได้คะแนนดีกว่านี้ (ถึงได้มาก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรเยอะแยะอยู่ดี เกือบจะ 9000 คะแนนอยู่แล้ว)  ที่รู้สึกแย่คือ การที่นักเรียนหลายๆคน โดดเรียนในโรงเรียน แต่กลับไปเรียนพิเศษ... แบบนั้นจะบอกว่าในโรงเรียนสอนไม่รู้เรื่องก็คงไม่ได้ เพราะไม่เรียนกันเสียด้วยซ้ำ

บางคนไม่ชอบอ่านหนังสือเอง อันนี้เข้าใจว่าการเรียนพิเศษเป็นการทบทวนที่ดี และก่อให้เกิดประโยชน์จริงๆ แต่สำหรับฉัน การนั่งอ่านหนังสือคนเดียวเงียบๆ เป็นการทบทวนที่มากเพียงพอแล้ว จึงไ่ม่อยากจะเหนื่อยออกจากบ้านไปไหนอีก 

ส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉัน ANTI การเรียนพิเศษ ก็เพราะอาจารย์หลายๆ คน ที่นำ "โรงเรียนกวดวิชา" มาเป็นช่องทางหารายได้ แล้วละเลยการสอนในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนจ่ายเงินค่าเรียนพิเศษกับตนเอง หนักยิ่งกว่านั้น แทนที่จะสอนให้นนักเรียนเข้าใจ แต่บอกใบ้ข้อสอบเพื่อให้นักเรียนได้คะแนนดี เป็นจุดบอดของการศึกษาไทย ที่ทุกคนรู้ แต่ไม่มีผู้แก้ไข และยังคงมีเหล่านักเรียนที่กลัวคะแนนตัวเองจะตกให้การสนับสนุนอย่างล้นหลาม

อาจารย์ท่านหนึ่งที่ฉันนับถือมากสมัยม.ปลาย สอนในโรงเรียนกวดวิชาด้วยค่ะ
แต่ท่านบอกนักเรียนในโรงเรียนว่าไม่ต้องไปเรียน ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจให้ไปถาม
โรงเรียนกวดวิชานั้น สำหรับนักเรียนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนในโรงเรียน (บางโรงเรียนไม่ได้สอนภาษาญี่ปุ่น) แต่สำหรับนักเรียนที่มีโอกาสได้เรียนที่โรงเรีียน จะไปเรียนอีกทำไม ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจเขายินดีตอบคำถามเสมอ และอาจารย์ท่านเดียวกันนี้ เคยถึงกับ เปิดคอร์สพิเศษในโรงเรียนกวดวิชา เพื่อติวให้นักเรียนที่ท่านสอนในโรงเรียนก่อนเอนทรานซ์โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายเลย

ถ้าอาจารย์สัก 50% ของประเทศไทย คิดได้อย่างนี้ การศึกษาไทยก็คงจะดีขึ้น... แต่ปัจจุบัน ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามีถึง 5% หรือเปล่า...

สรุปสั้นๆง่ายๆก็แล้วกัน ฉันเกลียดการกวดวิชา 

.

.

ไหนๆ ก็พูดถึงการเรียนแล้ว

ขอพูดถึงวิธีการเรียนของตัวเองสักหน่อยก็แล้วกัน เืผื่อน้องๆ ที่หลงเ้ข้ามาในบล็อกนี้จะได้เอาไปเป็นแนวทางได้ (พูดแบบนี้แล้วรู้สึกแก่ชอบกล.... แต่ก็กำลังจะสิ้นสุดชีวิตการเีรียนอยู่แล้วล่ะนะ)  

  • ฉันไม่ถนัดวิชาท่องจำเลยแม้แต่น้อยยยยยยยยย วิชาที่ต้องก็อบ text ตอบ ได้โปรดอย่ามาคาดหวังว่าฉันจะตอบได้...
  • แต่ที่แย่กว่าวิชาคำนวน คือวิชาคณิตศาสตร์ (ทำเป็นซะไม่มีวิชานี้บนโลกท่าจะง่ายกว่าพยายามทำโจทย์เลข)
  • ฉันถนัดวิชาทำความเข้าใจ และวิชาที่ต้องใช้ความคิดของตัวเองเยอะๆ
  • ไม่ถนัดการพูด ไม่ว่าจะเป็นสนทนา สอบสัมภาษณ์ พรีเซนต์งาน หรืออะไรก็ตาม 
  • วิชาที่มี text เยอะๆ โดยเฉพาะที่เรียงลำดับเนื้อความได้สับสน จะอ่านให้เข้าใจแล้วเขียนลงสมุด โดยเรียงเลำดับเนื้อหาให้ตัวเองเข้าใจได้ง่ายที่สุดเสมอ
  • ถ้าไม่จำเป็น จะไม่อ่านซีร็อกส์สมุดเล็กเชอร์ของเพื่อน จากการอ่านหลายๆครั้งค้นพบว่า การจดผิดเป็นเรื่องปกติที่มีอยู่ตลอด (ทั้งของตัวเองและคนอื่น) และคนที่จดเขาจะจดด้วยวิธีที่เขาเข้าใจดีที่สุด แต่ไมไ่ด้แปลว่าเราอ่านแล้วจะสามารถทำความเข้าใจได้เท่าเขา
  • สิ่งที่ต้องท่องจำ (เช่นบทกลอน วัน เดือน ปี ชื่อคน ที่ไม่เกี่ยวกับความเ้ข้าใจ)จะท่องก่อนสอบไม่เกิน 1 งัน เพราะท่องก่อนหน้านั้นก็จำไม่ได้อยู่ดี
  • เรื่องที่อ่านแล้วงง สับสน หรือไม่แน่ใจ ใช้ internet ให้เกิดประโยชน์ search ให้ดีๆก่อนจะท่องจำ เพราะมิฉะนั้นอาจจะจำอะไรผิดๆ ไปก็ได้
  • ในห้องเรียน ไม่ต้องตั้งใจตลอดเวลา ทำอย่างอื่นบ้างก็ได้ แต่ฟังผ่านๆ ถ้ามีเรื่องที่น่าสนใจหรือไม่มีในหนังสือก็บันทึกไว้ด้วย เผื่อจะได้นำมาอ่านทีหลัง
  • เรียนอะไรมา พยายามใช้ เรียนแกรมม่าภาษาก็นำไปใช้พูดใช้เขียน เรียนเรื่องแปลกๆเอามาเล่าต่อให้เพื่อนคนอื่นฟัง การอัพบล็อกเป็นทางเลือกหนึ่งที่ดี เพราะเป็นการทำความเข้าใจและประมวลผลเรื่อง ก่อนจะเล่าให้คนอื่นฟัง และทำให้จำได้ดียิ่งขึ้น
  • การอ่านหนังสือสำหรับสอบ ข้อสอบข้อเขียนกับข้อสอบปรนัยแตกต่างกัน
  • การอ่านหนังสือสำหรับสอบข้อเขียน สิ่งที่สำคัญที่คิดคือการทำความเข้าใจภาพรวม เข้าใจความสัมพันธ์และวาดแผนผังเหล่านั้นในหัวได้ และจำรายละเอียดในสิ่งที่จำเป็น
  • ส่วนการอ่านหนังสือสำหรับข้อสอบปรนัย เราอาจจะไม่ต้องแม่นมากก็ได้ อาจจะจำแบบคลุมเครือ แต่เมื่ออ่านเจอแล้วต้องนึกออกว่าอะไรเป็นอะไร
  • ปากกาสี เป็นตัวช่วยในการอ่านหนังสือได้ค่ะ ทั้งนี้แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน แ่ต่การที่ไม่ใช้ปากกาสีเลยไม่ใช่ว่าจะอ่านไม่รู้เรื่อง และการที่ใช้ปากกาสีเยอะแยะมากมาย ไม่ทำใ้ห้อ่านหนังสือได้ดีขึ้น แต่อาจจะช่วยด้านจิตใจให้มีกำลังใจอ่านหนังสือมากขึ้นสำหรับบางคน
  • บางครั้ง การอ่านเพียงอย่างเดียว สู้การเขียนหรือพูดออกเสียงไม่ได้ เช่นเขียนคันจิเพื่อให้จำได้ หรืออ่านออกเสียงเวลาท่องบทกลอน หรือท่องจำข้อความ
  • สิ่งที่ชอบ กับสิ่งที่ทำได้ดี ไม่จำเ็ป็นต้องสัมพันธ์กันเสมอไป แต่บางครั้งก็อาจจะสัมพันธ์กันได้เช่นกัน 

.

เอาเป็นว่า เอนทรี่นี้เปิดนะคะ ใครอยากจะถามอะไรเกี่ยวกับกาเรียนถามได้เลย เราก็จะพยายามตอบสิ่งที่ตอบได้ แหละหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ทีไ่ด้มาอ่าน ตอนนี้วงการศึกษาไทยน่าเป็นห่วงมากค่ะ รู้สึกดีใจมากที่ไม่ต้องเจอการสอบอะไรบ้าบอ... (ถึงแม้ว่าจะต้องสอบ พลศึกษา ศิลปะ และการงานอาชีพ ก็ตาม แต่ก็ยังไม่แย่เท่าน้องๆ รุ่นใหม่ๆ)

Comment

Comment:

Tweet

Higher education in the United States refers to a variety of both public and private institutions of post-secondary education. Most of these institutions operate on a non=profit basis, but a small and growing number of private institutions operate as for-profit entities. dissertation writing services

#7 By sarawood (194.44.171.85|194.44.171.85) on 2015-06-23 18:07

well, it's defintiely something new here, i want to know more about it as i know now

#6 By English essays (93.73.58.158) on 2010-11-28 00:53

sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile angry smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile Can say only one thing!!!!read more about this !!!!

#5 By admission (78.111.223.14) on 2010-10-25 15:27

ฝ้ายเป็นพวกที่...วิชาไหนที่ชอบ ก็จะทำคะแนนได้ดีอ่ะค่ะ พอชอบแล้วมันก็เรียนสนุก อยากอ่าน อยากรู้เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ

ตอนเรียนม.ปลาย ฝ้ายเรียนพิเศษน้อยมากเมื่อเทียบกับเพื่อน เพราะอะไรที่เรียนแล้วไม่รู้เรื่องในห้อง ก็เพราะไม่ชอบ ไปเรียนข้างนอกก็เท่านั้น ไม่เกิดประโยชน์อะไรอยู่ดี เคยลงเรียนคณิต ฟิสิกส์ เรียนสองสามครั้งก็ไม่ไปแล้ว เพราะไม่ชอบ เรียนยังไงก็ไม่รู้เรื่อง (- -) ตอนนั้นก็คิดแค่ว่า ติด 0 ก็ไปซ่อม ไม่เห็นมีอะไร

แต่พอเข้ามหาวิทยาลัย มันจริงจังกว่านั้นมาก ถ้าติด F คือเป็นกรณีที่แย่มาก มันตามแก้ยากโดยเฉพาะของคณะฝ้าย จากที่เคยคิดว่าเกลียดคณิต ก็ลองปรับทัศนคติดู พยายามทำความเข้าใจมันดีๆ สุดท้ายเกรดก็ออกมาดี พร้อมกับทัศนคติของเราต่อวิชาคณิตศาสตร์ที่เปลี่ยนไปด้วย

ก็เลยคิดว่า จะพยายามทำแบบนี้กับทุกวิชาให้ได้ค่ะ (^__^)

#4 By ★奈良★ on 2010-10-21 19:28

ไม่ค่อยชอบกวดวิชาอยู่เหมือนกัน ไม่ใช่แง่ที่ว่าสอนให้ทำข้อสอบนะ แต่มันทำให้เด็กไม่รู้จักพึ่งตัวเอง พยายามมองหาแต่ทางลัด หาแต่คำตอบ ทั้งๆที่การเรียนสอนให้หาวิธีการ สอนให้รู้จักที่จะคิด

หลายคนก็อย่างที่ว่าแล เอาคำว่าเรียนไปผูกติดกับโรงเรียน เลยทำให้ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่า"เรียน"จริงๆซักที

#3 By remixman on 2010-10-19 22:23

วิชาที่ต้องท่องจำ โดยปกติจะไม่ท่องจำ แต่ใช้วิธีเลคเชอร์ด้วยตัวเอง
เปิดหนังสือ แล้วย่อความครั้งที่ 1
เปิดหนังสือ แล้วย่้อความครั้งที่ 2
อ่านที่ย่อความแล้วทั้งสองครั้งอีกที เลือกอันที่ดีที่สุดเป็นของขลัง รับรองแน่น ' x 'b

ส่วนวิชาคำนวน...สามารถเข้าใจได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องอ่าน
เลยถือเป็นความโชคดีส่วนตัว confused smile

#2 By cg on 2010-10-19 18:09

ทำยังไงถึงจะสามารถบังคับตัวเองให้อ่านหนังสือ ได้ยาวนานขึ้นบ้างครับ

#1 By rico on 2010-10-19 15:43