เมื่อวันที่ 10-12 พ.ย. ที่ผ่านมา

ไปสิงคโปร์มาเป็นการปิดยอดมรสุมชีวิต

ก่อนหน้าจะไป ช่วงเดือน 10 เป็นอะไรที่ทุกอย่างทับถม

งานที่บริษัทเอย งานราษฎร์ งานหลวง งานส่วนตัว เยอะแยะมากมาย....

ญาติๆ นัดกันไปเที่ยวเสาร์อาทิตย์ก่อนไปสิงคโปร์อีก 1 สัปดาห์ เป็นทริปที่คนเยอะจนไม่รู้จะพักผ่อนยังไง แค่มองก็มึน @_@ 

ต่อด้วยมีเรื่องวางแผนเที่ยวกะทันหัน จองตั๋วเครื่องบิน โรงแรม หาหนังสือนำเที่ยว ฯลฯ

สรุปว่าประมาณ 1 เดือนครึ่ง นอนเฉลี่ยวันละประมาณ 5 ชม. สภาพเป็นซอมบี้ ลืมตาตื่นได้ด้วยคาเฟอีน

มรสุมทุกอย่างปิดฉากด้วยทริปสิงคโปร์ (จริงๆ กลับมาก็ยังมีมรสุมงานให้ใช้กรรมกันต่อไป....)

 

แม้จะไม่มีแม้แต่เวลานอน

แต่เที่ยว กิน ช้อปปิ้งเป็นเรื่องที่เราจะพลาดไม่ได้ ของแบบนี้ต้องมีการวางแผน (แต่จะเป็นไปตามแผนหรือไม่นี่อีกเรื่อง)

ทริปนี้ประกอบด้วยสมาชิกทั้งหมด 16 คน
เดินทางไปสิงคโปร์ในคืนวันที่ 9 (ถึงวันที่ 10) ด้วยสายการบิน
Jet Star จากสนามบินสุวรรณภูมิ สู่สนามบินชางกี
เข้าพักที่โรงแรม
York Hotel บนเนิน Elizabeth ถนน Orchard

เนื่องจากทริปนี้มีคนเยอะ
ไม่ได้แบ่งจริงจัง เพราะถึงเวลาก็ปนๆ กันบ้าง
แต่หลักๆ แบ่งเป็น

1.       ①กลุ่มกิน ช้อป เที่ยว

2.       ②กลุ่มมาโดกะ

3.       ③กลุ่มงานคอส

4.       ④คณะนายทุน

เกาะกลุ่มบ้าง ข้ามกลุ่มบ้าง รวมกลุ่มบ้าง แยกย้ายกันต่างคนต่างไปบ้าง รวมกันครบๆ ตอนกินมื้อหลักกับเม้าท์ และเมา

เราอยู่กลุ่ม กินช้อปเที่ยว ค่ะ

หลังตัดสินใจอยู่นานว่าจะไป AFA ดีไหม

แต่คิดว่าคนเยอะแน่ๆ และเสียเวลาไป 1 วันเต็มๆ
เลยขอไปเที่ยวดีกว่า คงไม่มีโอกาสได้มาสิงคโปร์บ่อยๆ ที่ๆ อยากไปก็เยอะ
ว่าแล้วก็ซื้อหนังสือนำเที่ยวมาลิสต์สถานที่กันอย่างมุ่งมั่น

ภาพสนามบินชางกียามดึก

เมื่อไปถึงสนามบิน ออกมาซื้อซิมการ์ด 15 เหรียญ สามารถใช้ได้ 20 เหรียญ
เป็นค่าเน็ต
1GB ไปแล้ว 7 เหรียญ
ตรงส่วนนี้กลุ่มกินเที่ยวของราตกลงใจแล้วว่าจะหารเงินกันแล้วเสียสละเครื่องนึงใส่ซิมเพื่อเป็น
hotspot ให้อีก 2 เครื่องใช้งาน และถ้ากลุ่มอื่นต้องการติดต่อกลุ่มเราก็สามารถโทรเข้าเครื่องได้เลย

เน็ต 1 กิ๊ก 3 เครื่อง ฟังดูเหมือนน้อย แต่ยังไงก็ไปเที่ยว เปิดเฟสบุ๊คบ้างนานๆ ที หลักๆ เปิดแต่ LINE ใช้ติดต่อกันระหว่างกลุ่มเท่านั้น เหลือๆ แบบสบายเลย ถ้าใครติดเปิดเว็ปหรือยูทูปอาจจะต้องคำนวณดูสักนิด แต่คิดว่ายังไง 3 วัน 3 เครื่องพอแน่นอน (สรุปว่าไม่ใช่แค่พอ แต่เกินพอ lol)

เดินทางสู่ที่พักด้วย Airport Limousine ขนาดความจุ 7 ที่นั่ง 2 คัน
ส่วนกลุ่มนายทุนเขานั่งส่วนตัวกันไปแยกอีกคัน

ถึงที่พัก เช็คอินห้องพักสำหรับ 16 คน แยกย้ายกันขึ้นห้อง
จองห้อง
Premier สำหรับ 4 คนไว้ 2 ห้อง
ปรากฏว่าได้เป็นห้อง
connecting เลยไปเรียกพนักงานมาช่วยเปิดประตูให้ทะลุกันได้ เผื่อจะเฮฮาได้เต็มที่

มันก็ดึกแล้วล่ะนะ
แต่ยังมิวายลงไปเซเว่นตุนอาหารเครื่องดื่มกันเล็กๆ น้อยๆ บวกสำรวจเส้นทางสำหรับวันรุ่งขึ้นก่อนกลับขึ้นมาทีห้องอีกครั้ง

ตั้งใจว่าจะอาบน้ำนอน

แต่แล้วเกิดเหตุระทึก
ตัวล็อกกระเป๋าเปิดไม่ออก
O___________O
ตั้งรหัสไว้แล้ว แต่ทำยังไงก็เปิดไม่ออก ไม่รู้จะทำยังไง นึกว่ารหัสรีเซ็ตตัวเอง
โทรไปเรียกเพื่อนอีกห้องนึงมาช่วยดู.... ด้วยความอดทนและมานะพยายามเป็นอย่างสูงชนิดที่เราทำไม่ได้
หลังค่อยๆ เลื่อนไปทีละนิดจนเปิดได้ และค้นพบว่าที่มันเปิดไม่ได้เพราะคนตั้งรหัส ตั้งตัวเลขถูก แต่เลขนั้นไม่ได้อยู่ตรงเส้น ดันไปอยู่ด้านข้าง.... (คนตั้งเขาว่าถนัดแบบนั้น)
OTL

เหตุการณ์ผ่านไป ด้วยเวลานอน 2 ชม. นิดๆ
เช้าวันต่อมาเราออกจากที่พักได้ตามแผน เลทนิดหน่อย แต่มือถือและซิมดันใช้การไม่ได้สักที
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาจึงตัดสินใจเดินไปแก้ไป พอโทรได้โทรไปถามวิธีใช้เน็ตจากคนที่ทำได้สำเร็จก็เรียบร้อย
* w *)v

ก่อนอื่นเราเริ่มจาก

เดินลงจากเนิน Elizabeth สู่ถนน Orchard เปิดแผนที่กันให้ควั่กว่าต้องเลี้ยวตรงไหน สรุปว่าที่เดียวกับเซเว่นเมื่อคืนนั่นแหละ

จากนั้นก็เดินหาป้าย MRT แล้วลุยไปสถานี Ruffle Place เพื่อซื้อ Tourist Pass

Tourist Pass หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ

บัตรสำหรับ 1 วัน ราคา 10 SGD ใช้เป็นค่าเดินทางแบบเหมาจ่าย 1 วันใช้กี่เที่ยวก็ได้ เสียมัดจำอีก 10 SGD แต่สามารถรับมัดจำคืนได้เต็มจำนวนหากใช้ไม่ถึง 5 วัน
วันที่ 2 เมื่อ
Tourist Pass หมดอายุจะนำไปใช้เติมเงินได้เหมือน Ez Pass ปกติ ทำให้ค่าเดินทางถูกลงไปอีกมาก
Ez Pass ค่าเดินทางต่อเที่ยวนับว่าถูกมาก ใช้ทั้งวันอาจะไม่ถึง 10 SGD (แต่วันแรกเราใช้ถล่มทลายจนไม่แน่ใจ มันอาจจะถึงก็ได้นะ 55555555555+) แต่ค่ามัดจำ (น่าจะ 5 SGD ไม่แน่ใจ เพราะไม่ได้ซื้อ) ไม่สามารถคืนเงินได้ และเงินที่เหลือในบัตรก็ขอคืนไม่ได้เช่นกัน เติมไปเท่าไหร่ต้องใช้ให้หมด หรือกลับมาใช้ในโอกาสหน้า

ถามว่าทำไมต้องไปซื้อบัตรที่ Ruffle Place?
1. บัตรนี้มีที่
Ticket Office ซึ่งมีอยู่แค่บางสถานีเท่านั้น
2. จริงๆ แล้ว
Orchard มีขาย แต่ตู้ขายที่ Orchard เปิดตอนประมาณ 10 โมง ซึ่งเราคิดว่าสายเกินไป เที่ยวไม่คุ้ม
3. ร้านอาหารเช้าของเราอยู่ใกล้สถานีขายบัตร

เริ่มจากไปที่ Ruffle Place ซื้อบัตร
แล้วเดินต่อไปเรื่อยๆ ตามหา
Ya Kun Kaya Toast อาหารมื้อแรกของเราวันนี้

ชุดขนมปังปิ้งกรอบๆ ใส่ไส้เนยและคาย่า (ไม่ใช่สังขยา รสหวานจัด และเขาว่าปนมะพร้าวนิดๆ) กินกับไข่ลวกและชานมฝาดๆ ไม่หวานเลย เข้ากันสุดๆ *≧ω≦* 

อร่อยมากจริงๆ ไม่เหมือน Toast Box แน่นอน

 

จากร้าน Ya Kun Kaya Toast เราจะเดินต่อไปทาง China Town แวะถ่ายรูปสักนิดหน้าวัดแขก


แล้วต่อกันที่วัดจีน


ด้านในอลังการจริงๆ....


ส่วนไชน่าทาวน์ไม่มีอะไรน่าสนใจเป็นพิเศษ ชอบแค่ความเป็นระเบียบของเขา
แต่เดินดูเล่นสวยดีนะ ไม่พูดมาก เอาภาพไปดูกันได้

  

แวะกินติ๋มซำ Tuk Po ที่หนังสือเขาเคลมไว้ว่า “ติ๋มซำที่อร่อยที่สุดในสิงคโปร์”

ติ๋มซำธรรมดาสุดๆ ไม่ใช่ไม่อร่อยนะ แต่ธรรมดา

 

เมนูที่แปลกและอร่อยคือ Raw Fish (ซ้ายบน) เป็นเนื้อปลาหั่นฝอยๆ โรยพริก กะหล่ำปรี ราดคล้ายๆ น้ำปลาหรือซีอิ้ว เวลากินต้องบีบมะนาว เนื่องจากเราไม่กินปลาดิบเลยลองกินกะหล่ำปลีฝอยคลุกๆ กับน้ำราด อร่อยดีค่ะ

และอีกอย่างที่อร่อยอย่างน่าประจำใจคือชา มีชาให้เลือกหลายแบบ เสิร์ฟเป็นกา ทั้งชาธรรมดา ชาอู่หลง เก็กฮวย ใส่ใบชามาให้เต็มกา กลิ่นหอมมาก ราคารู้สึกจะ 1.5 SGD เป็นน้ำรีฟิวที่คุ้มค่าจริงๆ

 

หลังกินเสร็จเราเดินเลยรถไฟฟ้าไปเล็กน้อยเพื่อซื้อของฝาก
เป็น “หมูแผ่น” และ “ปลาแผ่น” ร้าน
Lim Chee Guan เลิศสุดๆ หมูแผ่นไม่แห้ง ไม่แข็ง เข้าปากแล้วละลาย

เที่ยวกันต่อ กับ Red Dot Museum ที่อยากมาอยู่นานแสนนาน ไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสได้มาจริงๆ

Red Dot Museum เป็นที่แสดงผลงานการออกแบบของ Red Dot ซึ่งมีสาขาใหญ่อยู่เยอรมัน ของสิงคโปร์ไม่ใหญ่มากแต่ข้างในจัดแสดงของน่าสนใจจริงๆ

อาจเพราะยังค่อนข้างเช้า คนน้อยมาก เลยถ่ายรูปเล่นกันสนุกสนานไปเลย
ตอนพวกเราออกมาเริ่มเห็นคนมาเพิ่มประปราย

เที่ยวกันอิ่มอกอิ่มใจ
เพื่อนขาช้อปกลุ่มนายทุนของเราโทรมา
เลยตัดสินใจไปช้อปปิ้งกันต่อที่ห้างใกล้โรงแรมแล้วกัน

นั่งรถไฟกลับมา Orchard พร้อมของเริ่มจะพะรุงพะรัง

ห้างแถวนั้นเราจำไม่ค่อยได้ว่าเดินอะไรไปบ้าง เพราะส่วนใหญ่จะทะลุๆ กันหมด
หลักๆ น่าจะเป็น
Takashimaya, Ion, Izetan, Paragon(ทางลัดกลับที่พัก)

เริ่มต้นเดินที่ Sephora กับเครื่องสำอางละลานตาจนเลือกไม่ถูก สุดท้ายเล็งไว้คนละชิ้นสองชิ้น กลับไปนอนคิดค่อยมาซื้อวันอื่น

ตามด้วย เสื้อผ้า รองเท้า กระเป๋า ตามรายทางที่ไป

แต่เอ๊ะ จริงๆ แล้วจุดประสงค์ของเราคือ Kinokuniya ต่างหาก
เพราะหนึ่งในคณะต้องประกอบภารกิจตามหาหนังสือจีนเล่มหนึ่งกลับไปให้ที่บ้าน หลังไปถามที่ร้านหนังสือบนวัดในไชน่าทาวน์แล้วเขาบอกว่าให้หาตามร้านหนังสือใหญ่ๆ
สรุปว่าภารกิจเสร็จสิ้น แต่ได้ของแถมกันมาเพียบ เครื่องเขียนญี่ปุ่น หนังสือญี่ปุ่น เรตเงินถูกว่าคิโนะไทยมหาศาล... ของน่ารักๆ ลาย
San-X ทั้งหลาย หมอน Rilakkuma ปากกาลบได้ ฯลฯ หมดเงินกันไปคนละอย่างสองอย่าง

เดินไปเรื่อยๆ ถึงชั้นบนสุด จะพบกับร้านเครื่องเขียนใหญ่มากกกกกก กินพื้นที่ทั้งชั้น ขายเครื่องเขียนจากทั่วโลกในราคาสมเหตุสมผล เราเดินวนรอบเดียวแล้วออกมา เพราะรู้ว่าอยู่นานกว่านี้ต้องเผลอตัวซื้อของที่ไม่ได้ใช้มาอีกแน่ๆ

คณะของเราเริ่มเหนื่อยและหิว(อีกแล้ว?)

เลยตกลงใจกันไปกิน Food Republic กัน
บะหมี่เป็ดย่าง
Food Republic อร่อยอีกแล้ววววว :*:(*//////////*):*:
อาหาร
Food Court ที่สิงคโปร์โดยรวมแล้วค่อนข้างอร่อย คุณภาพของดี ราคาไม่แพง และน้ำถูก (จริงๆ คือน้ำราคาปกติ แต่ 7-11 ขายน้ำแพงมาก ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ อย่าได้ซื้อ)

เห็นร้านกาแฟแล้วอยากจะแวะกินสักแก้ว ตั้งแต่มาประเทศนี้ยังมิได้แตะกาแฟ...
แต่มีของที่ยังไง๊ ยังไงก็ไม่อยากพลาดอยู่เลยยอมอดกาแฟ
ลงชั้นใต้ดิน
Takashimaya ไปหาไอศกรีมนมฮอกไกโด Azabu Sabo


Green Tea + Sea Salt Caramel

Cheese Mango + Passion Fruit
สรุปว่า อร่อยหมด ยกเว้น
Green Tea ออกจะธรรมดา แต่ก็อร่อยอยู่ดี

ไอศกรีมนมจริงๆ คือไม่ใช่ครีมเข้มข้นกินแล้วเหนียวคอ
แต่เป็นนมหอมๆ เข้าปาก กลืนแล้วสดชื่น ไม่เหนียวคอเลย ไม่หวานจัดด้วย
Sea Salt Caramel (ไม่แน่ใจจำชื่อถูกไหม) มีรสเค็มปะแล่มๆ กำลังดี
ส่วน
Cheese Mango เป็นรสมะม่วง ใส่ชีสขูด เค็มนิดๆ เช่นกัน อร่อยมาก

 

ช้อปปิ้งกันมาพอสมควร

พวกเราตัดสินใจเดินกลับขึ้นที่พักกันก่อน เก็บ ล้างหน้าแล้วค่อยออกไปสถานที่รวมพล คือ Marina Bay Sands
ปีนขึ้นเนินกันไป ล้มตัวกลิ้งในห้องสักพักค่อยออกเดินทางต่อ

Marina Bay Sands คือตึกสูงที่สุด(มั๊ง) ในสิงคโปร์ตอนนี้
ด้านในมีทุกอย่าง ห้างสรรพสินค้า โรงแรม คาสิโน ร้านอาหาร บลาๆๆๆ
วิธีเดินทาง ใช้
MRT ลงสถานี Bay Front จะถึงเลย
มีสถานีชื่อ
Marina Bay อันนั้นไม่ใช่

คือตึกนี้เขาเลียนแบบ Marina Bay มาอีกที
ทำตัวตึกด้านบนเป็นรูปเรือ ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของสิงคโปร์
ด้านในห้างมีน้ำตก และทำเลียนแบบแม่น้ำ(ทะเล) มีเรือพายไปมา (ไม่ใช่กอนโดล่านะ)

พอไปถึงก็เดินเล่นกันก่อน
เข้าไปในตัว
Casino ชมบรรยากาศเล่นๆ
กลิ่นบุหรี่เหม็นมากหนีขึ้นข้างบนดีกว่า
T^T (ชั้น 1 อนุญาตให้สูบบุหรี่ ชั้น 2-3 ห้าม)
เดินวนไปวนมา ดื่มน้ำฟรี ดูเขาเล่นไพ่ กะเวลาพอดีๆ กับอีกลุ่มมาถึงออกไปรวมกลุ่มกัน
เป้าหมายของเราคือร้าน
Seafood Paradise ที่ใต้ Singapore Flyer

เส้นทางของเราจาก Marina จะเดินผ่านสะพาน Helix และสะพานด้านล่างอีกสะพานหนึ่ง
สะพาน
Helix สวย และเห็นวิวได้สวย แต่ถ่ายรูปยาก
ส่วนสะพานด้านล่าง ถ่ายรูปได้สวยที่สุด บรรยากาศแบบที่เพื่อนเราบอกว่า “โรแมนติก” มีสวน มีน้ำ ทิวทัศน์สวยงาม และเงียบสงบ (ถ้ากลุ่มเราไม่เดินผ่าน)

 

ส่วน Singapore Flyer ไม่ได้ขึ้น
แต่ไปดูใกล้ๆ มันใหญ่จริงๆ นะ เขาว่า 1 กระเช้านั่งได้เกิน 20 คน
เอารูปไปดูกันเล่นๆ แล้วกัน

และตามธรรมเนียม ไม่ขอบรรยายว่าอะไร แต่ใส่รูปอาหารมื้อนี้สักเล็กน้อย

กินเสร็จขึ้น MRT กลับไป Orchard แล้วแบกพุงปีนขึ้นเนินกันต่อ

((( จบวันที่ 10 พ.ย. 2555 )))

 

ใครแอด facebook ของเราและอยากดูรูปเต็มๆ อัพไว้หมดแล้วจ้า ไปติดตามดูได้ใน facebook จ้า ❤

หวังว่าจะได้อัพต่อในเร็ววัน~~ 

_

Comment

Comment:

Tweet

อยากไปตามกินแบบนี้เหมือนกัน รอบก่อนไม่ค่อยได้กินอะไรเลย

#2 By fafner on 2013-05-17 03:56

Hot!
น่าเที่ยว น่ากินนนนน <3

#1 By -:+Hell whalE+:- on 2012-11-28 14:30