วันสุดท้ายในสิงคโปร์

เรามีเวลาเที่ยวถึงบ่ายๆ เพื่อกลับมาที่โรงแรมเอากระเป๋าแล้วเดินทางไปสนามบิน

หลังคิดแล้วคิดอีกหลายตลบ เลยเอาเพื่อความปลอดภัยแล้วกัน (กะว่าน่าจะทัน)
ไปเกาะเซนโตซ่า แต่ไม่เข้า
Universal Studio Singapore

ว่าแล้วก็ลุย ขึ้นรถใต้ดิน ไปต่อโมโนเรลเข้าเกาะ

มันคือแหล่งท่องเที่ยวนั่นแหละ


เมอร์ไลออนอีกตัว ไม่ใช่ตัวเก่าแก่ดั้งเดิม ตัวนี้เขาสร้างขึ้นใหม่บนเซนโตซ่า
เป็นหอชมวิว สามารถปีนขึ้นไปด้านบนหัว และชมวิว+ซื้อของฝากได้บนนั้น
แน่นอนว่าไม่ฟรี (เพราะเซ็นโตซ่าทั้งเกาะไม่มีอะไรฟรี 5555+)
และแน่นอนว่าเราไม่ขึ้น

เอ้า ผ่านๆๆ

เนื่องจากเกาะทั้งเกาะเป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นไม่มีทางไปได้ครบทุกจุดใน 1 วันอยู่แล้ว
เปิดคู่มือแล้วเลือกดูละกันอยากจะไปอันไหน

 รูปนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา แต่เป็นอะไรสักอย่างบนเซนโตซ่า เห็นสวยดีเลยถ่ายเก็บมา 

ที่เราเลือกคือ Image of Singapore เป็นพิพิธภัณฑ์แสดงที่มาที่ไป อดีตจนถึงปัจจุบันของสิงคโปร์
ส่วนตัวคิดว่า คล้าย
Museum Siam มากๆ
เราน่าจะได้แรงบันดาลใจจากเขามาไม่น้อย
ทำดีจริงๆ ไม่ขอเล่าว่าข้างในมีอะไรบ้าง เดี๋ยวจะไม่สนุก
 แต่ดูแล้วจะเข้าใจถึงการผสานทางวัฒนธรรมตะวันตก จีน อินเดีย ของเกาะนี้ได้ และเข้าใจว่าทำไมเขาอยุ่กันได้อย่างสันติมาได้ตลอด

ข้างในค่อนข้างมืด + กล้องแบตหมด (3 วันไม่ได้ชาร์จเลย ลืม OTL)
มือถือไม่สามารถถ่ายได้ และเดี๋ยวจะเป็นการสปอยด์ เอาเป็นว่าไม่มีรูปค่ะ 555+
แต่ใครมีโอกาสได้ไปเที่ยวในเซ็นโตซ่า ขอแนะนำที่ที่เป็นตัวเลือก
ค่าเข้า 10 SGD และเราคิดว่ามันคุ้มค่าจริงๆ 

ใช้เวลาพอสมควร ดูจากเวลา เราคงไปได้อีก 1-2 ที่เท่านั้น
เลยเลือกเอาพิพิธภัณฑ์ล่าสุด เพิ่งจะตั้งได้ไม่นาน คือ
Maritime
เกี่ยวกับการเดินเรือ เพราะสิงคโปร์เป็นเมืองท่าของภูมิภาค เขาก็แสดงให้เห็นว่ามีอะไรเข้าและออกไปที่ไหนบ้าง
สนุกดี แต่ไม่ค่อยมีอะไรมาก ไม่ต้องไปก็ได้ค่ะ แต่ถ้าเวลาเหลือไปเดินก็สนุกดี


และนี่คือสิ่งที่เราได้จาก
Maritime Musuem (หัวเราะ) 


กินอาหารกลางวันก่อนกลับที่ร้านอะไรสักอย่างในนั้น

เดินผ่านเจอป้ายไอศกรีมรสข้าวโคชิฮิคาริ

ตั้งใจจะไปกินไอติม

พอไปถึง ปรากฏว่ามันเป็นร้านอาหาร และไม่มีไอศกรีมให้สั่งเดี่ยวๆ ต้องสั่งเป็นชุดเท่านั้น!!!
OTL OTL OTL OTL

เอาวะ กินก็กิน เพราะอยากชิมไอติมมาก....

ชุดคัตสึด้งในชามหิน

จานนี้ต้องบอกว่าอร่อยกว่าที่คิดเสียอีก ไม่ได้คาดหวังเลย (อย่างที่บอก เราไม่ได้ตั้งใจจะมากินข้าว แค่อยากกินไอติม นี่มันของแถม)

เข้าคู่กับไอศกรีมนมฮอกไกโด-ข้าวโคชิฮิคาริ

 

ตอนแรกคิดว่า มันคือเอาข้าวไปบด แล้วทำเป็นไอศกรีมกลิ่นข้าว
ปรากฏว่า มันคือไอศกรีมนม ที่ใส่ข้าวเหนียว...
กินเข้าไปให้ความรู้สึกเหมือนไอศกรีมกะทิ ใส่ข้าวเหนียว (ของโปรด
*w*)

แต่กะทิ คือนมสดจากฮอกไกโด
และข้าวเหนียว คือข้าวโคชิฮิคาริ

สรุปว่า แม้จะผิดจากที่คิด แต่ก็อร่อยอยู่ดี

แต่เรื่องผิดแผนที่เกิดจาก ไม่ได้กินแค่ไอติม แต่กินอาหารกลางวัน ทำเอาแทบจะกลับไม่ทัน
ต้องให้เพื่อนรอที่โรงแรมเกือบครึ่งชม.
TT_______TT
โชคดีว่าไปถึงสนามบินโดยสวัสดิภาพ....

 

พอไปถึง จัดการเรื่อง refund tax กันก่อน
(เดี๋ยวนี้ง่ายมาก แค่จิ้มๆ เครื่องอัตโนมัติก็เรียบร้อย
- --b)

เหตุผิดปกติ เกิดตอนเช็คอิน

ไม่ได้เอาอะไรออกจากกระเป๋าเลย
มีของฝาก และของที่ช้อปปิ้งมาไม่น้อยยัดลงไปเพิ่ม
(แค่หมูแผ่นก็ 300 กรัมแล้ว....)
แต่กระเป๋าชั่งแล้วเบาลงกิโลกว่า
O_______O!!!!

ไม่ใช่แค่เรา

แต่เพื่อนทุกคนชั่งแล้วน้ำหนักกระเป๋าเบากว่าขามากันทุกคนค่ะ

ข้อสันนิษฐานของเราคือ
ที่ชั่งน้ำหนักกระเป๋าของชางกี กับสุวรรณภูมิ ตั้งไว้ไม่เท่ากัน
แต่....
อะไรทำให้ตราชั่งของสุวรรณภูมิหนักกว่าชางกีเกือบ 2 กิโล?
นี่คือสเกลกระเป๋าเรา 6-8 กิโลนะคะ
ถ้าสเกลต่างกัน กระเป๋าหนัก 20 กิโล ชั่งน้ำหนักที่สุวรรณภูมิต้องหนักขึ้นอย่างน้อยๆ 3 กิโล
หืม
o__O?
ผิดปรกติเกินไปหรือเปล่า?

ใครไปต่างประเทศ อย่าลืมจัดกระเป๋าให้เบากว่าจริงนะคะ
เพราะไม่รู้ว่าตราชั่งของสนามบินจะตั้งไว้มาตรฐานจริงๆ หรือเปล่า

เครื่องขากล