วันแรกหลังไกด์ลีอองรับเราจากสนามบิน

เขารู้ถึงความหิวโหยของพวกเราแน่นอน พาไปกินข้าวร้านเฟรนไชน์ชื่อดังแถว Kuta ก่อนเลย ร้านนี้เยอะทั้งนักท่องเที่ยวและคนพื้นเมือง (หรือจริงๆ แล้วเป็นคนอินโดนีเซียจากเกาะอื่น?) ชื่อร้าน Malioboro เป็นร้านอาหารพื้นเมืองแต่ทำหน้าตาเหมือน Family Restaurant ราคาไม่ถูก รสชาติอร่อยมาก ขนาดสั่งกันมึนๆ เพราะอ่านไม่ออก บอกไม่ถูก และไม่ได้หาข้อมูลอะไรมานะเนี่ย

เรื่องอาหารจะมาพูดกันละเอียดในเอนทรี่เกี่ยวกับอาหาร เอาภาพเมนูไปดูกันเล่นๆ ก่อน

กินกันอิ่มแล้วก็เริ่มเที่ยวเลยค่ะ

ที่แรกที่ไปคือ Cultural Park garuda wisnu kencana statue ค่าเข้าคนละ 60000 (แอบแพงนะเนี่ย....)

 

อันนี้ไม่ใช่ของดั้งเดิมนะคะ

เป็นของสร้างใหม่ โปรเจ็คของเขาคือสร้างศูนย์วัฒนธรรมบาหลี เจาะเขาทั้งลูกสร้างเป็นสวนขนาดใหญ่ มีพิพิธภัณฑ์ และมีอนุสาวรีย์พระนารายณ์ทรงครุฑ (นึกภาพไม่ออกกรุณานึกหัวเรือพระที่นั่งนารายณ์ทรงสุบรรณ) รูปขวาบนคือรูปประติมากรรมขนาดไม่ใหญ่ เป็นแบบจำลองของจริงมาอีกที แต่ของจริงยังสร้างไม่เสร็จ ยังไม่ได้ประกอบกันเลย

ตอนนี้ยังสร้างแยกกันอยู่ค่ะ
แบบสำเร็จพระนารายณ์องค์ด้านบน ต้องทรงครุฑฝั่งนี้ รวมกันแล้วใหญ่มากๆ

ยิ่งใหญ่อลังการมากๆ จริงๆ และเข้าใจเลยว่าทำไมเขาถึงพยายามยุให้เรามาที่นี่ ทั้งที่ไม่อยู่ในลิสต์สถานที่ที่อยากไป คือสร้างมานานและไม่เสร็จเสียที เขาจะพยายามรวบรวมเงิน(ค่าเข้า ฯลฯ) มาใช้ที่นี่แหละค่ะ ตัวเรือนจัดแสดงเพิ่งสร้างไม่กี่ปีแต่ถูกทิ้งร้าง งบคงไม่พอดูแลอย่างทั่วถึง เพราะมันใหญ่มากๆ มันคือภูเขาทั้งลูก ส่วนอนุสาวรีย์นารายณ์ทรงครุฑนั้น หากเสร็จสมบูรณ์ด้านในจะเป็นลิฟต์ กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว จุดชมวิว และสิ่งปลูกสร้างสูงที่สุดของบาหลี (อันดับต้นๆ ของโลกด้วย)

งานฝีมือที่นี่ ประติมากรรม ศิลปกรรม แยกของโบราณกับของใหม่ไม่ออกเลย ช่างฝีมือเขาสืบทอดกันมาเป็นอย่างดี

ภายในสมกับเป็น Cultural Center จะมีการแสดงพื้นเมืองให้ดู สามารถเข้าไปชมได้ฟรีเป็นรอบๆ 

มีลานน้ำพุ ร้านอาหาร คาเฟ่ ให้พักผ่อนหย่อนใจ มีร้านค้าขายของที่ระลึก มีแม้กระทั่งเช่าพวกรถไฟฟ้า 2 ล้อให้ไปขี่วนเล่นรอบๆ บริเวณส่วนที่เป็นที่ราบ ถ้าโปรเจ็กเขาสำเร็จจะเป็นสถานที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ แต่อาจต้องใช้เวลารวมสัก 100 ปีจึงจะเสร็จสมบูรณ์ตามภาพเขาได้

 

ถามว่าสวยไหม มันก็สวยค่ะ

แต่ถ้าเลือกได้คงจะไม่เลือกไปที่นี่ ค่าเข้าแพงกว่าที่อื่นด้วย
ให้เลือก Ranking สถานที่เที่ยวทั้งหมด ที่นี่รู้สึกเฉยๆ ที่สุดในทริปนี้เลยค่ะ
เพราะค่อนข้างจะกระจัดกระจาย สร้างตรงนู้นนิดตรงนี้หน่อย แต่ยังไม่มีอะไรเสร็จสมบูรณ์เลยสักอย่าง

กว่าจะเดินชมทั่วเสียเวลาไปนานพอสมควร

รวมคณะทัวร์ของเรา รูปแรกที่บาหลี (ขออนุญาตเซนเซอร์คุณลุงด้านหลัง)

ฝนเริ่มลงเม็ด (ไม่ต้องตกใจ มันตกปรอยๆ สลับตกแรง สลับแดดออก หมอกลง ตลอดวัน)
รีบวิ่งขึ้นรถแล้วไปเที่ยวต่อกันเลย

สถานที่ต่อไป

ถ้าไปเที่ยวบาหลีต้องไปค่ะ

MUST GO

เป็นที่ดัง และสวยมากจริงๆ

Pura Luhur Uluwatu (The Temple on the Cliff)

ค่าเข้าจำไม่ได้... น่าจะคนละ 20,000 ไม่แน่ใจค่ะ

 

ตัว Pura (วัด) อยู่บนหน้าผาสูง มองลงไปเห็นตั้งฉากเป็นทะเลสีฟ้าสวย

ไม่เคยเห็นทะเลสีแบบนี้ และไม่เคยเห็นทะเลที่มองออกไปเป็นความเวิ้งว้าง ไม่มีเกาะ ไม่มีภูเขา ไม่มีเรือ เห็นแต่เส้นขอบฟ้าอย่างเดียว ได้มาเห็นที่นี่แหละค่ะ ครั้งแรกในชีวิตเลย (ดูภาพประกอบด้านล่าง)

รูปป้ายด้านบน เป็นคำอธิบาย คุณไกด์บอกว่า ด้านซ้ายคือตัวอักษรบาหลี ส่วนทางขวาเป็นภาษาอินโดนีเซีย ตัวอักษรละตินค่ะ

ชาวบาหลีต้องเรียนอักษรเขียนทั้งสองแบบ ต่างจากชาวอินโดฯ เกาะหลัก อย่างจาร์กาต้า จะเขียนเป็นตัวละติน (คุณไกด์เขาว่างั้น)

 

ควรรรู้ก่อนไป

★  ลิง --- ลิงเยอะมากกกกกกก นึกภาพเขาวัง แบบเดียวกันเลย เห็นฝรั่งไปถ่ายรูปแล้วถูกลิงทึ้งผม ขโมยของต่อหน้าต่อตา คุณไกด์เขากลัวเราโดนทำร้ายมาก บอกว่าเวลาเดินผ่านทางเดินที่ลิงเยอะๆ ต้องถอดแว่นตา ไม่งั้นมันจะวิ่งมาหยิบ แต่ความเห็นส่วนตัวนะคะ ถ้าใครเคยเจอความลามปามของลิงที่เขาวัง ที่นี่น่ารักและเรียบร้อยกว่าเขาวังเยอะค่ะ และความ “เยอะ” ของฝรั่ง โพกผ้า ใส่แว่นกันแดด หมวก กระติกน้ำ ตื่นเต้นกับผลไม้ร่วงตามพื้นหรือลิงหาเห็บให้กัน จนวิ่งเข้าชาร์จไปถ่ายรูปมัน ทำให้ฝรั่งตกเป็นเป้าโจมตีค่ะ พวกเราเดินกันสบาย คุณไกด์ช่วยถือไม้คอยกันให้ด้วย ไม่ต้องกลัวเลยจริงๆ

★  วิหารที่นี่ห้ามคนนอกศาสนาเข้านะคะ ได้แต่ดูภายนอก พ้อยท์หลักของการมาเที่ยวที่นี่คือดูวิหาร กับดูทะเลจากบนหน้าผาค่ะ

★  ทางเข้าจะมีผ้า ผู้ชายต้องโพกศีรษะ ผู้หญิงหากใส่กระโปรงสั้นต้องพันทับค่ะ ไม่ได้เคร่งมาก ผ้าเขากองๆ ไว้ให้ตรงนั้น เดินออกมาก็เอาไปคืนแค่นั้น วันนั้นเราใส่เดรสพอดีเข่าต้องพันทับค่ะ ส่วนเพื่อนใส่กางเกงขาสั้นกับเลกกิ้งทึบ อันนี้เข้าได้ ถือว่าเป็นกางเกงขายาว

ทะเลสวยมากๆๆๆๆ จริงๆ

รูปหน้าผานั่น คือเราเดินเลียบผาไปเลยค่ะ พลาดทีก็ตกลงทะเล.... ต้องค่อยๆ เดินเลาะไป ลมแรงมากๆ (สังเกตผมเจ้าของบล็อก ปลิวจนไม่รู้จะทำยังไง)

ทางเดินไม่ได้มีบันได มีรั้วให้ตลอด มีแค่บางจุด ที่เหลือจะเป็น่ทางดินลัดเลาะตามแนวหน้าผา แต่ไม่ได้น่ากลัวมากมาย ยกเว้นว่าคุณเป็นโรคกลัวความสูง!

ตัวหน้าผาเป็นรูป ⌒ กว้างๆ มีทะเลอยู่ในเวิ้งตรงกลาง ปลายข้างหนึ่งมีวิหาร ปลายอีกข้างเดินไปแล้วไม่มีอะไร (ไม่มีแม้แต่รั้วและทางเดิน.... ถ้าไม่มีไกด์ พวกเราไม่เดินไปแน่นอน) แต่ลมแรง และถ่ายรูปฝั่งวิหารได้สวย

น้ำเป็นสีฟ้า ท้องฟ้าเป็นสีฟ้า คาดว่าน่าจะเป็นเพราะ 1.ทะเลเปิด 2.ใต้เส้นศูนย์สูตร
มองออกไปเห็นแต่เส้นขอบฟ้า มองคลื่นเป็นสีฟ้าตัดขาว สวยมากๆ

ต่อไป อันนี้คุณไกด์เขาไม่ได้จัดมาให้เรา

แต่พวกเราอยากไปกันเอง

ไปกินอาหารทะเลที่ Jimbarun กัน

อย่างที่บอกในเอนทรี่ก่อนหน้า ว่าจิมบารันคือย่านหมู่บ้านชาวประมงเก่า ร้านอาหารทะเลพวกบาบีคิวเยอะ และมีรีสอร์ทหรู แต่ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ ก่อนจะเลี้ยวเข้าถนนเลียบริมหาด (นึกภาพถนนริมหาดบางแสน) จะมีป้ายติดชื่อรีสอร์ทกับชื่อร้านอาหาร เสียดายถ่ายไม่ทัน แต่ความสูงประมาณเสาไฟจราจร มีป้ายติด ซ้าย ขวา หน้า หลัง (3 แยก) เยอะมากจนนับไม่ถ้วน ถ้าไม่รู้อยู่แล้วคงได้หลง....

ร้านที่พวกเราไปคือร้านนี้ค่ะ (รู้สึกจะชื่อ Moon อะไรสักอย่าง จำไม่ได้...)

ตัวร้านมืดๆ ไม่มืดขนาดในรูป อันนี้ปรับให้เห็นทะเลเด่นๆ... อีกฝั่งนึงติดริมหาด เดินออกไปได้ แต่ด้านนอกตรงหาดจะไม่เสิร์ฟอาหาร เสิร์ฟแต่เครื่องดื่ม

อาหารจะให้เดินไปเลือก กุ้ง หอย ปู ปลา มีราคาต่อกิโลให้ ก็บอกไปว่าเอาอะไรกี่กิโล ปลาอะไร เขาจะชั่งแล้วบอกว่ากี่กิโล ถ้าเขาไม่บอกถามได้เลยค่ะไม่ต้องเกรงใจ แล้วจะนำที่เราสั่งไปปิ้งบาร์บีคิว ทาซอสของเขากลิ่นเครื่องแกงนิดๆ ไม่แรง แทบไม่รู้สึก ปิ้งสุกกำลังดี ผ่ามาให้ เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้ม ซอสพริก ซีอิ้วหวาน ให้เลือกจิ้มได้เอง

ออกไปเดินเล่นริมหาด

หาดทรายไม่สวยเลย..... สีน้ำตาลๆ ทรายไม่ละเอียด ตามข้อมูลที่หามา

แต่น่าตกใจตรง

สังเกตคลื่นที่ซัดมาไหมคะ จะมีสีออกดำๆ เราก็นึกว่าทะเลเขาเป็นโคลน
ที่ไหนได้พอไปดูใกล้ๆ ที่ดำๆ นั่นขยะล้วนๆ กล่องโฟม เศษไม้ เศษขวด ฯลฯ ทุกอย่างอย่าง น่าสยองมากๆ ฉันจะไม่ให้ขาโดนน้ำทะเลของหาดนี้..... เดาเอาเองว่า สงสัยเพราะเขาเป็นทะเลเปิด ขยะในทะเลทั้งหลายมันเลยซัดลอยมาเต็มๆ อย่างเมืองไทยกว่าจะมาถึง ขยะคงติดตามเกาะพวกนี้ไปหมดแล้ว น้ำทะเลเราเลยสะอาดกว่า

มีข้าวโพดปิ้งขายด้วย
ดูบางแสนจังเลย 5555555
ราคาเหมือนข้าวโพดปิ้งตามแหล่งท่องเที่ยวของไทย ไม่ใช่ฝักละ 10 บาทแน่นอน ฝักละหมื่นรูเปี๊ยะค่ะ 31 บาท ก็โอเค รับได้ พอสั่งเขาจะถามว่าทา เนย หรือ เครื่องเทศ เราเลือกเนย(แน่นอน...) แต่ก็แอบติดกลิ่นเครื่องเทศมานิดๆ หอมดี อร่อยไปอีกแล้ว เนยชุ่มมาก ระหว่างรอข้าวโพด หันไป โอ้โห.......... หาดนี้เรียงรายไปด้วยร้านอาหารทะเล แล้วทุกร้านจะมีรถเข็นอยู่หน้าร้าน เหมือนผูกสัญญากันมาแล้ว (ฮา)

กินเสร็จแล้วเราต้องกลับที่พัก

ที่พักอยู่บนเขา แต่วันนี้เราเที่ยวกันแต่ย่านริมทะเล เพราะฉะนั้นค่อนข้างไกลทีเดียว ดูแผนที่ประกอบได้ด้านล่างค่ะ

(คลิกที่ภาพเพื่อดูภาพใหญ่)


Denpasar คือสนามบินที่เราลง Kuta คือที่เรากินข้าวตอนแรก แหลมลงไปเป็นหน้าผา Uluwatu ส่วน Jimbarun คือร้านอาหารเย็นซึ่งเรากินก่อนกลับที่พัก

ขับรถยากน่าดู ทางแคบมาก มืดมาก ขึ้นๆ ลงๆ นั่งจนมึน... จะหลับก็เสียดาย แบบว่า อุตส่าห์มาต่างประเทศ ต้องดูให้เต็มที่ แต่ก็เผลอสัปหงกไปหลายที

UBUD:

ย่านเขตร้านค้า และรอบนอกบ้างประปราย จะมีคาเฟ่ตกแต่งร้านอาร์ตๆ น่ารักๆ เยอะมาก ผ่านแม้กระทั่ง Chocolate Café ร้านขายชอกโกแลตเล็กๆ รับรองว่าสาวๆ ทุกคนต้องหลงรักย่านนี้แน่ๆ ถ้ามาพักผ่อน ไม่ได้เที่ยว แนะนำเลยค่ะ พักแถวนี้ นั่ง shuttle car หรือขี่จักรยาน หรือเดินลงมาเดินเล่น วินโดว์ชอปปิ้ง ซื้อของกุ๊กกิ๊ก

พอเริ่มมืดจะมีอีกส่วนเป็นร้านแนวฝรั๊ง ฝรั่ง ขายชุดว่ายน้ำ เสื้อผ้าสไตล์เขตร้อน แบรนด์เนม หรือแบรนด์พื้นเมือง หน้าตาหรูหรา สลับกับร้านอาหารและบาร์สวยๆ น่านั่ง แต่ละร้านเปิดไฟสลับสี (ไม่ใช่ไฟสายรุ้งแบบร้านคาราโอเกะริมทางหลวงไทยแน่นอน) แค่นั่งรถผ่านได้มองก็เพลินๆ ดี ถ้ามีโอกาสได้มาบาหลีอีกต้องมาเดินย่าน Ubud นี้ให้ได้เต็มๆ วันสักวัน หรืออย่างน้อยๆ ขอไปนั่งดื่มบรรยากาศในคาเฟ่หรือบาร์สักมื้อก็ยังดี

รอบนอกตัวเขตย่านร้านค้า จะเป็น Art Gallery พื้นเมืองเขา แกะสลักหินค่ะ ส่วนใหญ่จะมีหน้าร้านกับเพิง แล้วก็แกะกันตรงเพิงริมถนนนั่นแหละ ใช้มือแกะ นั่งรถไปมองเห็นเขาทำงานแกะนี้ตลอดทาง วางขายกันริมถนนนั่นแหละ แต่งาน handmade ทุกชิ้น แต่ละชิ้นไม่เล็กเลย แกะจากหินก้อนใหญ่ๆ ทั้งก้อน

เราขอคุณไกด์ไว้ว่า ให้ช่วยแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตหรือร้านขายของอะไรหน่อย อยากซื้อน้ำดื่ม ขนม เข้าที่พัก
เพราะคาดว่าน้ำฟรี 2 ขวดในที่พักไม่พอพวกเรากินกันแน่นอน ซึ่งเขาแวะซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่ห่างที่พัก 1 นาที (รถ) ให้เรา ของถูกกว่าข้างนอกเยอะจริงๆ โอเค พวกเราได้รู้แล้วว่า บาหลี จะซื้อของให้ซื้อซุปเปอร์มาร์เก็ต น้ำเปล่าถูกกว่าในร้านสะดวกซื้อ(แบบเซเว่น) เกือบครึ่ง T^T แบบแช่เย็นกับไม่แช่เย็นราคาต่างกัน 200 รูเปี๊ยะ (เตือนความจำ: 10,000 รูเปี๊ยะ = 31 บาท) คิดเป็นเงินไทยออกมาได้ประมาณ 60 สตางค์ต่อขวด เอาง่ายๆ กินๆ ไปเหอะ lol ถ้าจ่ายเหรียญ 500 เขาจะไม่ทอนเหรียญ 100 หรือต่ำกว่านั้นให้ ส่วนใหญ่ปัดขึ้นหมดค่ะ ไม่ต้องตกใจลองกลับมาคิดดู ที่ปัดไปเนี่ย มันไม่ถึงบาทเลยนี่น่า!!

เดินหาขนม พบขนมพิมพ์ภาษาไทยมากมาย......
อย่าตกใจ มีพิมพ์บริษัทนำเข้าของไทยเอาไว้ด้วย
คือเขาผลิตที่อินโดนีเซีย พิมพ์หลายๆ ภาษาบนกล่อง แล้วส่งไปขายทั่วละแวกนี้

ไอศกรีมมี Wall เหมือนไทยเลย
แต่มีตู้แมกนั่มโดยเฉพาะ กับไทย ใครชอบแม็กนั่มคงได้ลองรสใหม่ๆ หลายรสเลยทีเดียว แต่เราไม่ชอบค่ะ 55555555555555555555+ อยู่ 4 วัน ไม่กินสักแท่ง

และ

การค้นพบครั้งสำคัญ

ชีสถูกมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

ยี่ห้อคุณวัวหัวเราะเหมือนที่ขายในไทยเนี่ยแหละ เอาราคาไทยหารสองได้เลย

โอ้ว ว้าวววว ใครจะอดใจไหว..... นม ชีส โอแลย ถูก อร่อย ชีสสเปรดอร่อยเทพค่ะ.... มันกระปุก... ลองซื้อมาเพราะอยากลอง อร่อยเทพมาก กินกันอ้วนทีเดียว เสียดายวันสุดท้ายหาซื้อไม่ได้แถมดั๊นนนนน ลืมไว้ในตู้เย็นห้องพัก อดเอากลับมากินในไทยเลย 。゚(゚´Д`゚)゚。

นั่งรถไปอีก 1-2 นาทีจะเป็นที่พัก

บูติกรีสอร์ทเล็กๆ ค้นพบมาจาก Trip Advisor ผู้สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้ของเรา
ล้อเล่นนะคะ ไม่ได้งบหรือการสนับสนุนอะไรจากเว็ปนั้นทั้งสิ้น
แต่พึ่งพาเขามากจริงๆ นั่งอ่านรีวิว ตั้งแต่ย่านที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร สถานที่เที่ยว ฯลฯ

Kori Ubud Resort

ด้วยราคาที่ไม่แพง.... พวกเราคาดหวังไว้แค่ “มีแอร์ สะอาด”

ปรากฏว่ารีสอร์ทดีเกินความคาดหวังและราคาไปไกล

(อ้อ ลืมบอก ที่พักจองผ่านเว็ป expedia นะคะ)

ไปถึงมี welcome drink มาเสิร์ฟให้ก่อนจะมีคนนำไปที่พัก

ห้องกว้างมาก ห้องน้ำกว้างมว้ากกกกกกกกกกกกกกกก มีอ่างอาบน้ำใหญ่ จุดเปลี่ยนเสื้อผ้า ตู้เสื้อผ้า ไดร์เป่าผม ห้องอาบน้ำ(เสียดาย ไม่ใช่ rain shower) แถมเขายังใจดี เอาห้อง connecting มาให้พวกเราด้วย เปิดประตูทะลุกันได้เลย 2 ห้อง ใหญ่มากๆ... ไม่ได้หรูหราอะไร แต่ของใช้เพียบพร้อม สะอาด ใหญ่ สบู่ แชมพู โลชั่น หวี ตะไบเล็บ ฯลฯ อะไรมีให้พร้อมทุกอย่าง โถส้วมมีสายชำระด้วยค่ะ น่าจะถูกใจชาวไทย

เช้าวันต่อมา ออกมาเดินสำรวจเล็กน้อย ในโรงแรมมีสระว่ายน้ำ 2 สระ หนึ่งในสองเป็นสระสองชั้น แถมมีจากุชชี่ รู้สึกเสียดายนิดนึงไม่ได้เตรียมชุดว่ายน้ำมา แต่เท่านั้นแหละ สุดท้ายคงไม่ได้ว่ายเพราะไม่มีเวลา อาหารเช้าเป็น set menu ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ รสชาติธรรมดา แต่กินได้ อเมริกันสไตล์ จืดๆ ง่ายๆ


 ถ่ายอาหารเช้ามาให้ดูกันเล่นๆ (ดูความธรรมดา)

รีสอร์ทมี Free Wi-Fi ค่ะ ไปถึงขอรหัสได้เลย ไม่จำกัดจำนวนเครื่อง แต่สัญญาณบางจุดจะขาดๆ หายๆ เน็ตเร็วระดับนึง แต่สัญญาณไม่แรง ค่าที่พักตกคืนละประมาณ 1 พันกว่าบาท (ต่อสองคน) ใครนึกไม่ออกหรือขี้เกียจหาที่พัก แนะนำที่นี่เลยค่ะ ไม่ผิดหวังแน่นอน แต่จำนวนห้องมีแค่ 12 ห้อง (ถ้าจำไม่ผิด) น่าจะเต็มเร็วอยู่เหมือนกัน

จบวันแรกแล้วววว (แถมอาหารเช้าวันต่อมาให้หน่อยนึง)

ภาพนี่คัดมาแล้วคัดมาอีกกว่าจะหามาลงได้

ไม่ใช่ว่าไม่ค่อยมีรูป

แต่ถ่ายรูปมาเยอะเกินไป ทริปนี้ถ่ายไปเกือบพันรูป ทั้งมือถือกล้องรวมกัน...

แค่วันเดียวก็เข้าใจแล้ว ว่าทำไมคนต่างชาติถึงชอบมาบาหลี ❤

ธรรมชาติ และศิลปะเขาสวยจริงๆ ค่ะ

Comment

Comment:

Tweet

Jimbarun ได้ไปกินมาเหมือนกันบรรยากาศดีมากๆbig smile

#2 By fafner on 2013-05-17 04:16

MENNEZ -
รอชมตอนต่อไป

#1 By Pl@y-M@Te on 2013-04-24 22:20