วันที่สอง

เราจะลุยเที่ยวกันทั้งวันแล้ว!!

หลังกินอาหารเช้าที่โรงแรม เราก็ไปกันที่ Tegalalang rice terrace view

ภาพนาขั้นบันไดเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้เราอยากมาบาหลี
ตอนพูดคำนี้ไป หลายๆ คนบอกว่าเมืองไทยก็มี ที่ไหนๆ ก็มี
แต่จากภาพที่เคยดู เรารู้สึกว่าบาหลีมีอะไรที่พิเศษออกไป..

พอได้มาเห็นของจริงประทับใจค่ะ สวยจริงๆ อันนี้คือทางผ่านเฉยๆ ของจริงที่อลังการกว่านี้จะไปดูวันพรุ่งนี้ (แต่สุดท้ายต้องยกเลิกเพราะฝนฟ้าไม่เป็นใจ) 

บริเวณฝั่งสันเขาที่ติดถนนจะมีพวกร้านคาเฟ่ ให้นั่งดื่มกาแฟไป มองนาขั้นบันไดชมบรรยากาศ ท่ามกลางอากาศเย็นๆ ชื้นๆ ที่เห็นในรูปนั่นก็เป็นคาเฟ่ค่ะ แต่คุณไกด์มีร้านแนะนำ พวกเราเลยไม่ได้กินกันที่นี่ เพราะจริงๆ แล้วเป้าหมายของเราคือปีนลงไปต่างหาก! 

แต่พอเริ่มปีนลงจริงๆ พื้นลื่นมากเพราะฝนเพิ่งหยุดก่อนมาถึง แถมลงไปไม่กี่ขั้นฝนเริ่มลงเม็ดอีกครั้ง เป็นอันว่าต้องปีนกลับขึ้นมาแล้วรีบขึ้นรถ ไปลุ้นกันต่อว่าวันนี้จะได้เที่ยวรึเปล่า ฝนตกๆ หยุดๆ ตลอดเวลาแบบนี้

ซึ่งคุณไกด์เขามองฟ้าแล้วบอกว่า วันนี้ตกทั้งวันแน่นอน (ประมาณว่าไม่ต้องหวังเลย)

แต่เรายังคงเชื่อในความเป็นเกาะ (?) และความสามารถหลีกหนีฝนของเราเอง

เป็นคนประเภทโชคดีเรื่องฝน
ตอนเดินฝนไม่ตก ขึ้นรถปุ๊บฝนตก ลงรถฝนหยุดพอดีนี่เกิดขึ้นประจำในกรุงเทพ

แต่ โอ้ ปาฏิหาริย์มีจริง ฝนตกหนักตลอดทาง พอลงรถฝนซา ตอนเที่ยวฝนหยุด เริ่มลงเม็ดอีกทีตอนขึ้นรถ เป็นอย่างนี้อยู่หลายรอบ เที่ยวได้สบายๆ

 

นาขั้นบันไดลงไม่ได้ เลยขึ้นเขากันต่อ เส้นทางยาวไกล ไป Kitamani ภูเขาไฟที่สูงเป็นอันดับสอง (ถ้าจำไม่ผิด) ของบาหลี กับทะเลสาบ Batur 

เขาจัดทำที่ให้ชมวิวอย่างดี และเหมือนเดิมค่ะ ตามไหล่เขาจะเรียงรายด้วยร้านอาหาร สำหรับนั่งชมวิวไปทานอาหารไป

ตรงจุดชมวิวมีคนมาขายของฝาก หิ้วเดินไปเดินมา ที่ตั้งเป็นร้านเลยก็มี

 อากาศที่นี่เย็นสบายสมกับเป็นบนภูเขาสูง ฝนเพิ่งหยุดตกมีเมฆและหมอกมาก

ภูเขาสูงๆ ที่มองไปนั่นคือ Agung ภูเขาที่สูงสุดของบาหลี ระเบิดครั้งล่าสุดเมื่อปี 1963 นี้เอง!

เมฆต่ำมากจนมองไม่เห็นยอดเขาเลยทีเดียว

ดูแล้วน่าจะเป็นฉากบอกรักในหนังได้ดีนะเนี่ย บรรยากาศดีเชียว เห็นคู่รักข้างหลังไหม (ฮา)

 

อย่างที่บอกไป แถวนี้มีร้านอาหารเรียงรายกันเพียบ

ร้านที่เราจะไปกินก็หนึ่งในนั้น

บุฟเฟ่ต์ ร้าน Grand Puncak Sari ราคา 80,000 รูเปี๊ยะ ต่อคน มีชากาแฟให้ดื่ม แต่น้ำเปล่าและน้ำอื่นๆ สามารถซื้อแยกได้

ราคานี้เป็นราคาเน็ตเพราะให้คุณไกด์จ่ายให้ค่ะ... คงมีการทำสัญญาอะไรไว้ เพราะแอบเห็นเมนูว่าถ้ามากินเองราคาจะมีบวกๆ อีก (ภาษี+เซอร์วิส ที่นี่เขาตั้ง 20 เปอร์เซ็นต์แน่ะ!) ส่วนน้ำที่บอกว่าซื้อแยกได้ก็ต้องจ่ายราคาบวกบวก เช่นกัน แอบเห็นฝรั่งจะซื้อพวกเบียร์ น้ำอัดลมกัน แต่สำหรับเรา แค่ชาก็เกินพอ ไม่ซื้อค่ะ กินที่เขามีให้เนี่ยแหละ

อาหารก็ปกติ เป็นอาหารพื้นเมือง แต่รสชาติก็ไทยๆ จีนๆ เนี่ยแหละ ไม่ต่างกัน พวกปอเปี๊ยะทอด เต้าหู้ทอด ผัดหมี่ สะเต๊ะ เนื้อย่าง ไก่ทอด ไข่เจียว ฯลฯ ของหวานก็คล้ายขนมไทย จำพวก ข้าว แป้ง กะทิ มะพร้าว กินได้ปกติค่ะ ประเด็นคือบรรยากาศค่ะ ภาพข้างล่างคือภาพที่เห็นจากร้านอาหาร สวยจริงๆ อากาศเย็น ลมพัดสบายๆ กำลังดี ของเรานั่งริมหน้าต่างชั้นบน ถ้าเป็นชั้นหนึ่งลมไม่แรงมากจะเป็นระเบียงเปิดเลยไม่มีหน้าต่าง แต่เต็มแล้ว เลยขึ้นไปชั้นสองแทน

ร้านอาหารตกแต่งสีสันสดใสเป็นสไตล์พื้นเมือง มีไลน์อาหาร กับพนักงานประจำแต่ละไลน์คอยแนะนำ

 

ทัวร์นี้เหมือนทัวร์บริโภคค่ะ

กิน แล้วก็กิน แล้วกิน!!!

 

ตอนอยู่ที่ Kitamani ฝนไม่ตก

พอขึ้นรถเท่านั้นแหละ ฝนกระหน่ำเป็นพายุอีกแล้ว.... จะเอายังไงเนี่ยวันนี้!!

ไม่รู้จะได้เที่ยวรึเปล่า แต่ขอแวะกินกาแฟก่อนแล้วกัน

อินโดนีเซียและบาหลีมีกาแฟดังหลายอย่าง
หนึ่งในนั้นคือที่ดังไปทั่วโลก กาแฟขี้ชะมด ราคาแพงแสนแพงในต่างประเทศ
วิธีการทำกาแฟนี้ เขาจะให้ชะมดกินเมล็ดกาแฟ แล้วมันจะถ่ายออกมา โดยที่ยังเป็นเม็ดอยู่
แล้วเขาจะเอาเม็ดนี้แหละ ไปล้างให้สะอาด ก่อนจะตากแล้วคั่วเป็นกาแฟ
รสชาติจะต่างจากเอากาแฟสดไปคั่วเลย (เขาว่างั้น) กลิ่นจะหอมเข้มข้นกว่า

ร้านนี้คิดค่ากาแฟขี้ชะมด หรือที่ป้ายเขาเขียนภาษาอังกฤษว่า Coffee Luwak บ้าง Animal Coffee บ้างนี้แก้วละ 50,000 รูเปี๊ยะ ส่วนเครื่องดื่มอื่นๆ สามารถลองได้ไม่อั้นเป็นของแถมฟรี พวกเราไปกัน 5 คน ลังเลกันนิดหน่อยแต่สุดท้ายก็สั่งทุกคน 

 แก้วเล็กๆ นั่นคือที่เขาเอามาให้ชิม เรียงจากซ้ายมาขวา เป็น โสม ขิง ตะไคร้ โกโก้ กาแฟบาหลี กระเจี๊ยบ กาแฟมะพร้าว

โสมกลิ่นไม่แรง พอกินได้ บาหลีคอฟฟี่เฉยๆ อย่างอื่นอร่อยดี โกโก้เข้มข้น ขิงตะไคร้หอมเชียว กระเจี๊ยบเปรี้ยวหวานกำลังดี กาแฟมะพร้าวอร่อยเหลือเชื่อ หอมกลิ่นหวานๆ

ส่วนกาแฟชะมดเขาจะชงด้วยไซฟ่อน ต่อหน้าเราเลย อันอื่นเป็นแบบผงสำเร็จรูป

หลังกินเสร็จสามารถเดินชมภายในร้านได้ (สังเกตได้ว่ามีร่มแขวนไว้ แปลว่าฝนตกๆ หยุดๆ ตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติ ตอนเราเข้าร้านฝนยังตกอยู่ นั่งแป๊บเดียวฝนก็หยุดแล้ว) มีปลูกต้นกาแฟ โกโก้ เลี้ยงชะมดไว้ให้ดู ร้านขายของฝาก จำพวกของพื้นเมือง เมล็ดวะนิลา ชา กาแฟ โกโก้ ข้าวบาหลี เหล้าไวน์พื้นเมือง ตากและคั่วกาแฟให้ดูกันตรงนั้น บรรยากาศร่มรื่นน่านั่งดี

ส่วนกาแฟของเด่นรสชาติเป็นอย่างไร?
อร่อยดีค่ะ หอมมากจริงๆ แต่ไม่ฝาด
น่าเสียดาย เติมน้ำตาลปุ๊บจะออกเปรี้ยวทันที ต้องกินเพียวๆ ไม่ผสมอะไร
คอกาแฟน่าจะชอบ แต่คนกินกาแฟเย็นใส่นมอย่างเรา ขอแค่ได้ลองสักครั้ง พอแล้วค่ะ

 
เราไปต่อกันที่จุดเด่นของวันนี้ และจุดเด่นของบาหลี

เรียกว่า ใครไม่มา ถือว่ายังมาไม่ถึงบาหลีแล้วกัน

 

Pura Besakih – Mother Temple

เป็นวัดใหญ่ที่สุดของบาหลี

และเป็นวัดเดียวที่รวมทุกวรรณะของศาสนาฮินดู มีไตรมูรติสามองค์ 

 ที่เห็นในภาพเป็นคนกำลังมาทำพิธีพอดีเลยค่ะ เขาจะเรียงแถวเข้ามา

บันไดตรงกลางสำหรับทำพิธีมี 63 ขั้น (ตามที่คุณไกด์บอก และเราฟังไม่ผิด) เพราะเมื่อปี 1963 ภูเขาไฟ Agung ระเบิด และวัดนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักจนต้องสร้างใหม่ จึงสร้างจำนวนขั้นตามปีไว้เป็นที่ระลึก 

เหมือนวัดไทยค่ะ ที่นี่ต้องแต่งตัวสุภาพตามแบบเขา นุ่งโสร่งยาว พันทับด้วยผ้าคาดเอวอีกชั้น

ผู้ชายต้องใส่ผ้าคาดหัวด้วย

ทั้งโสร่งและผ้าคาดเอวสีชมพู และผ้าคาดหัวไกด์เขาจะเตรียมมาให้เราพอดีคนเลยค่ะ 

ตัววัดเป็นสีดำเพราะเป็นสัญลักษณ์ของพระวิษณุหรือพระนารายณ์ รองมาคือพระพรหมเป็นสีแดง และพระศิวะลำดับต่ำสุดเป็นสีขาวหรือเหลือง ภาพข้างล่างจะเห็นร่มบริเวณซุ้มพิธี ก็ใช่สีตามนี้เลยค่ะ

สีดำที่เห็นไม่ได้ทาสีเลย แต่สร้างจากหินภูเขาไฟซึ่งมีสีดำอยู่แล้ว (สามารถย้อนกลับไปดูภาพภูเขาไฟด้านบนได้ สีดำๆ ที่เห็นทั้งแถบนั่น เขาเอามาใช้ประโยชน์มากมาย ทั้งเพาะปลูกและก่อสร้าง) ส่วนหลังคามุงจากต้นปาล์ม(ไม่ใช่ใบ) เอาส่วนลำต้นมาใช้ เป็นสีดำอยู่แล้วเช่นกัน

หลังคาเจดีย์ (เขาเรียกว่า เมรุ) มีหลายชั้นลดหลั่นลงไป องค์สูงสุดจะมี 11 ชั้น 

ตามกฎของศาสนา(?) จริงๆ แล้วห้ามคนนอกศาสนาเข้าไปทางบันไดตรงกลาง เพราะใช้สำหรับทำพิธี

แต่หากเราขึ้นไป จะมีมาเฟียบอกว่าพาเข้าไปได้ บังคับให้เราจ่ายเงินดอลลาร์ ส่วนใหญ่บอกว่าคนละ 10 ดอลลาร์ แต่บางคนก็บอกมาแพงกว่านี้เหมือนกัน พร้อมให้กระทงใส่ดอกไม้ธูปเทียนบอกว่าสำหรับกราบไหว้เทพเจ้า!!

ความเห็นส่วนตัวนะคะ... รัฐบาลเขาเหมือนเปิดช่องให้พวกนี้ทำมาหากินวิธีนี้กันอย่างโจ่งแจ้งสมแล้วที่เขาเรียกมาเฟีย คือรู้ๆ อยู่ว่ามี แต่ไม่มีใครทำอะไรได้ สิ่งที่เราทำได้มีแต่ต้องหาข้อมูลป้องกันตัวเอง ซึ่คุณไกด์นำเราเดินขึ้นบันไดด้านข้าง ไปถึงบนสุดแล้วอ้อมลงอีกบันไดนึง ก่อนเข้าไปดูด้านในด้วยบันไดข้าง แล้ววนออกอีกด้านหนึ่ง ซับซ้อนมากจริงๆ ถ้าไม่มีข้อมูลมาก่อนและไม่มีไกด์นำ คนปกติยังไงก็ขึ้นบันไดกลางแน่นอน... มาเที่ยวที่นี่อย่าลืมหาข้อมูลกันดีๆ ก่อน

 

รูปถ่ายรวมคณะอีกสักรูปที่ Pura Besakih

วัดสำคัญอีกแห่งหน่ึง

Pura Tirtha Empul แปลตรงตัวคำต่อคำแปลว่า วัด น้ำ ศักดิ์สิทธิ์

ตอนแรกจะถอดที่นี่ออกจากตารางเที่ยวแล้ว เพราะดูรูปแล้วไม่ค่อยน่าสนใจ
แต่คุณไกด์ยืนยันว่าควรจะมา เราก็เชื่อเขา และรู้สึกขอบคุณเขามากจริงๆ....
ถ่ายรูปมาไม่ค่อยสวย แต่ของจริงสวยมากๆ

เข้าไปจะเจอทางน้ำและบ่อน้ำอยู่รอบบริเวณ เพราะวัดนี้สร้างคร่อมตาน้ำผุดค่ะ (จึงได้ชื่อว่าวัดน้ำศักดิ์สิทธิ์)

ต้นไม้ร่มรื่น มีต้นไทรเก่าแก่ ผูกผ้าลายตารางขาวดำ (ผ้านี้ ทำหน้าที่คล้ายผ้า 7 สีของไทย ผูกไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์)

บ่อน้ำที่เห็นตอนแรก เลี้ยงปลาคาล์ฟ แต่งสวยๆ ไม่มีอะไร เขาบอกสร้างไว้ให้นักท่องเที่ยวดูเล่น ไม่เกี่ยวกับตัววัดเลย 

เข้าไปด้านใน ถึงตัววัดจริงๆ

ทางเข้าสำหรับพิธีจะมีประตู 3 บาน ทั้งสามบานจะเปิด 60 วันครั้ง (ตามวันพิธี) ซ้ายขวาเป็นทางเข้าออกสำหรับคนทั่วไป ตรงกลางสำหรับพราหมณ์ผู้ประกอบพิธี และพระเจ้า คือเป็นทางที่เชื่อว่าพระเจ้าใช้เดินทางนั่นเอง และแน่นอนว่ากษัตริย์เมื่อก่อนใช้ทางนี้ค่ะ เพราะความเชื่อเขาคล้ายๆ ไทย กษัตริย์เป็นอวตารของพระนารายณ์ (จริงๆ ไม่คล้าย เหมือนกันเด๊ะๆ เลยเนอะ)

ทับหลังประตูคุณไกด์บอกว่าเป็นพระพิฆเนศวร ภาษาบาหลีเรียกว่า โบโม่

ศิลปะแบบบาหลีแท้ๆ เลย รูปร่างหน้าตาแตกต่างจากพระพิฆเนศวรของไทยอย่างชัดเจน

บ่อน้ำมี 3 บ่อเรียงกันหน้าประตูทางเข้า

บ่อซ้ายสุดให้ชำระล้างร่างกาย
(ถ้าฟังไม่ผิด) ต้องอาบเรียงจากซ้ายไปขวาจนครบ เว้นขวาสุด 3 อัน (ควรใช้ลักษณะนามว่าอะไรดี?)
ฝั่งขวาสุดไม่ได้ใช้อาบตัวเพื่อชำระล้างก่อนเข้าไปด้านใน แต่ใช้ในการทำพิธี เช่นพิธีศพ ญาติผู้ชายจะมาเซ่นไหว้ ดื่ม อาบพรมศีรษะ (ไม่ได้ร่างผู้ตายมาอาบแต่อย่างใด ไม่ต้องกลัว)
หลังชำระล้างร่างกายเสร็จเขาจะเปลี่ยนชุดเพื่อข้าไปในวัดกัน

บ่อกลางอาบเพื่อโชคลาภ ไม่ต้องเข้าข้างในก็ได้ บ่อนี้คนไปเฮฮากันเต็มที่เด็กไปว่ายน้ำเล่น วัยรุ่นไปสาดน้ำเล่นน้ำกันไปมา

บ่อขวา ใช้ทำพิธีกรรมทางศาสนา

 พอเข้าไปด้านในจะมีบ่อน้ำอีกบ่อ (สีฟ้า ซ้ายบน)
เป็นตาน้ำผุด กั้นรอบๆ ให้เป็นบ่อน้ำ ห้ามคนลง ห้ามโยนเหรียญ

น้ำในบ่ออุณภูมิเย็นตลอดปี ทั้งที่อยู่บนภูเขาไฟ (ตาน้ำส่วนใหญ่บริเวณนั้นจะเป็นน้ำพุร้อน ไม่ใช่น้ำเย็น) แต่ในฤดูหนาวน้ำก็จะไม่เย็นจัด คงอุณหภูมิเท่าเดิม

ขออภัยที่ถ่ายรูปไม่สวย เห็นแต่แสงสะท้อนแต่ขอยืนยันว่าของจริงน้ำใสกิ๊ง เห็นเป้นสีฟ้า เห็นสาหร่ายสีเขียวข้างใต้ชัดเจน สะอาดมากจริงๆ

 
ทางออกเราต้องผ่านบาซ่า หรือตลาดนั่นเอง

เป็นตลาดขายของฝากขึ้นชื่อของที่นี่

มีขายทุกอย่าง และราคา “ขึ้นอยู่กับการต่อรอง”

ที่สุดยอดคือ... เขาพูดภาษาไทยได้ค่ะ!!

แม่ค้าพูดไทยตลอด “3 ชิ้นร้อยๆ” (แต่ 100 บาทที่เขาบอก จะคิดเป็น 40,000 รูเปี๊ยะ นะคะ)

และไม่รู้ว่าเขารู้ได้ยังไงว่าเราเป็นคนไทย... จะบอกว่าได้ยินที่คุยกัน ตอนเดินเข้าไปต่างคนต่างเดินไม่ได้คุยกันเขาก็พูดภาษาไทยมาแล้ว

เป็นครั้งที่สองในชีวิต ที่ไปต่างประเทศแล้วคนทักถูกว่าเป็นคนไทย ครั้งแรกคือร้านยาคุน คาย่า โทสต์ที่สิงคโปร์

นอกจากนั้นเราโดนคนพูดจีน อังกฤษ ญี่ปุ่น ใส่ตลอด.... ไม่มีไทยเลยจริงๆ

ต่อรองได้เยอะจริงๆ ขอยืนยัน.... แค่บอกว่าไม่เอาเขาก็ลดให้แล้ว รองเท้าจากคู่ละร้อยเหลือสามคู่ร้อย แม่เหล็กลายน่ารักๆ จากอันละ 40 บาท ต่อไปต่อมาเหลือโหลละ 40,000-50,000 รูเปี๊ยะ ได้ด้วยล่ะ

เรียกว่าต่อกันจนเหนื่อย และขาดแบบฮาร์ดเซลล์ เข้ามาเกาะมือลากเข้าร้านไม่ยอมปล่อย... โอ้ววววว ช่างน่ากลัว

ถ้าไม่เอา ไม่ต้องพูดอะไรมาก เขาไม่ได้เก่งภาษาไทยหรืออังกฤษขนาดจะมาสนใจว่าเราอธิบายยังไง ตอบ NO แล้วเดินหนีพอ 

อาหารเย็นเป็นสิ่งที่คุณไกด์เขาไม่ได้แนะนำมา

แต่พวกเราอยากไปเอง เพราะเห็นคนพูดถึงเยอะเสียเหลือเกิน....

ร้าน Dirty Duck ที่ Ubud ค่ะ 

ก่อนไปถึงร้านถามไกด์ว่าร้านี้เป็นยังไงบ้าง เขาตอบว่า Full of travelers

พอไปถึงพบว่า มันคือร้านอาหารใหญ่ๆ เหมือนสวนอาหารไทย บรรยากาศธรรมดา ไม่ได้ดีโดดเด่นอะไร ร้านใหญ่มาก บริการดี พนักงานเยอะ อยู่ทั่วถึง อาหารงั้นๆ ราคาแพง รสชาติธรรมดา หรือพูดกันตรงๆ ไม่ถูกปากค่ะ เป็นมื้อที่.... แย่สุดของทริปนี้ เป็ดกรอบของขึ้นชื่อไม่กรอบเลย ออกจะเหนียวด้วยซ้ำ รสชาติประมาณเป็ดแห้งๆ ไม่มีเนื้อต้มพะโล้เค็มๆ แล้วเอาไปทอดอีกรอบ แต่ทอดยังไม่ถึงเลยไม่กรอบดี อาหารอื่นๆ ก็จืดๆ แห้งๆ เอาไว้ขอโบ้ยไปรีวิวในเอนทรี่รวมอาหารทีหลังนะคะ

สรุปว่า ร้านนี้ดังเพราะทัวร์ชอบพามา โดยเฉพาะทัวร์ไทย (ได้คอมมิชชั่นแน่นอน ไม่ต้องถามเลย)

ไม่แนะนำค่ะ

บน Ubud มีร้านอื่นน่าลองมากมาย (แต่ไม่ได้ลองนะ) ลองหาข้อมูลกันดีๆ หาร้านดีกว่านี้ได้แน่นอน

 จบไปแล้วอีกหนึ่งวัน ที่เหลือก็เหมือนเดิม แวะซุปเปอร์ ซื้อขนมน้ำดื่มเข้าไปกลิ้งกินไป เล่นเน็ตเล่นไพ่ไปในห้องพัก ลัลล้า

เป็นทริปหนีความจริงที่ได้ทั้งเที่ยวและพักผ่อนอย่างเต็มที่สุดๆ

แต่คืนนี้เรามีอีกหนึ่งสิ่งต้องทำ คือจัดกระเป๋าเตรียมย้ายที่พักวันรุ่งขึ้นด้วย

ลุ้นกันต่อไป เพราะที่พักแรกไม่ได้หวังอะไรเลย ส่วนอีกที่เราหวังกับมันไว้มากว่าจะดี...

Comment

Comment:

Tweet

วัดต่างๆในบาหลีชอบมาก สวยโดยเฉพาะ Besakih แต่เซ็งมาเฟียนี่แหละ ค่าไกด์ให้แล้วยังจะมาเรียกเงินบริจาคอีกแถมยังมีขั้นต่ำที่ต้องให้บริจาคอีกtongue

#1 By fafner on 2013-05-17 04:15