Review

[REVIEW] Cloud Atlas เมฆาสัญจร

posted on 06 Jan 2013 17:29 by jibi in Review directory Entertainment
สวัสดีปีใหม่ค่ะ
 
ไม่ได้สวัสดีปีใหม่อย่างเป็นทางการ
แต่เอนทรี่นี้ขอย้อนกลับไปเมื่อปีที่แล้วก่อน
 
เราได้ดูภาพยนตร์เรื่อง Cloud Atlas แล้วเกิดติดใจ
ไปตามหาหนังสือมาอ่าน
แต่หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ หมดทุกที่ ที่มาเหลือสภาพดูไม่ได้ก็ยังมีคนซื้อไปแล้ว
สุดท้ายไปหาได้จากแพร่พิทยาสาขาอโศก มิดทาวน์ ในสภาพสมบูรณ์
และร้านนี้คงเป็นอีกหนึ่งร้านหนังสือโปรด ด้วยปริมาณ คุณภาพ และสภาพของหนังสือ
 
อ่านแล้วติดจริงๆ
แม้อ่านได้วันละนิดวันละหน่อยก็ยังอ่านทุกวันจนจบ
พอจบแล้วเกิดอยากเขียนเป็นบทความขึ้นมา จึงเกิดเป็นเอนทรี่นี้ขึ้น
 
เราชอบหนังเรื่องนี้มาก
แต่เราชอบหนังสือมากกว่า
ตัวเราและผู้กำกับภาพยนตร์ไม่ได้ตีความออกมาเหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์
และเชื่อว่าหากได้อ่าน คงไม่มีใครตีความเรื่องนี้ออกมาได้เหมือนกันร้อยเปอร์เซ็นต์
 
 
ปัจจุบันอาจหายากสักหน่อย
แต่เชื่อว่าอีกไม่นาน (อาจงานหนังสือครั้งหน้า) ต้องมีฉบับพิมพ์ใหม่ออกมาอีกแน่นอน
เป็นหนังสืออีกเล่มที่จะแนะนำให้อ่าน
 
※ สปอยด์ 100% ไม่แนะนำให้คนดูหนังแล้วอยากอ่านหนังสือ คนอยากดูหนัง คนอยากอ่านหนังสือ คนอ่านหนังสือเรื่องนี้อยู่แต่ยังอ่านไม่จบอ่าน กรุณากดข้าม แล้วเก็บเอนทรี่นี้ไว้อ่านหลังจบค่ะ ※
 
 

                ตัวหนังสือเป็นเรื่องสั้น 6 เรื่อง เรียงลำดับนับตามเลขได้เป็น 1 2 3 4 5 6 5 4 3 2 1 โดยลำดับเวลาจะเรียงจาก 1 ไป 6 แต่จากการเรียง เนื้อเรื่อง และบทพูดของตัวละคร ดึงให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่เขาพยายามสื่อคือคือกาลเวลาหมุนวนเป็นลูป ผ่านไป แล้วก็กลับมา อารยธรรมถือกำเนิด พัฒนาขึ้น และตกต่ำลง จนถึงคราวล่มสลาย แล้วเกิดขึ้นมาใหม่ เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์นั้นล้วนวนเวียนอยู่ในห้วงเวลาอันเป็นนิรันดรนี้ สิ่งที่ทำให้มนุษย์พัฒนา และล่มสลาย เป็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือความโลภในใจของมนุษย์เอง

ลำดับเรื่องเรียงได้ดังนี้

  1. บันทึกท่องแปซิฟิกของอดัม อีวิง
  2. จดหมายจากเซเดลเกม
  3. ครึ่งชีวิต-เรื่องลึกลับครั้งแรกของหลุยซา เรย์
  4. วิบากกรรมสยองของทิโมธี คาเวนดิช
  5. คำให้การของซอนมี~451
  6. ช่องสลูชาและเรื่องต่อมาหลังจากนั้น
  7. คำให้การของซอนมี~451
  8. วิบากกรรมสยองของทิโมธี คาเวนดิช
  9. ครึ่งชีวิต-เรื่องลึกลับครั้งแรกของหลุยซา เรย์
  10. จดหมายจากเซเดลเกม
  11. บันทึกท่องแปซิฟิกของอดัม อีวิง

6 เรื่อง 11 บท มี “ช่องสลูชาและเรื่องต่อมาหลังจากนั้น” เป็นเรื่องตรงกลางและจบในบท ส่วนที่เหลือจะมีครึ่งหลัง

ช่องสลูชาเป็นตอนที่ค่อนข้างพิเศษ คือเป็นอนาคต แต่วิวัฒนาการแบบย้อนกลับ คือเป็นยุคหลังการล่มสลาย มนุษย์จึงใช้ชีวิตแบบชนเผ่ายุคแรกๆ ที่เพิ่งจะเริ่มสร้างอารยธรรม

ชื่อตอน “ช่องสลูชาและเรื่องต่อมาหลังจากนั้น” ส่วนหนึ่งคือเนื้อเรื่องของตัวบทนั้นเองที่แซครีต้องไปอยู่เกาะอื่น และเล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้คนอื่นได้ฟัง แต่อีกอย่างหนึ่ง บทที่ 7-11 เอง ก็คิดได้เช่นกันว่าเป็น “เรื่องต่อมาหลังจากนั้น”

ส่วนตัวเราจึงคิดว่าไทม์ไลน์ของเรื่องนี้ ไม่ได้เป็นเส้นตรง
แต่เป็นวงกลม
และไม่ใช่วงกลมธรรมดา แต่เป็นวงแหวนโมบิอุส
วงกลมธรรมดาเมื่อวนจนสุดจะเวียนซ้ำเส้นเดิม
ส่วนวงแหวนโมบิอุสจะวนไม่มีสิ้นสุด เหมือนจะทับเส้นเดิม แต่กลับบิดไปด้านหลัง
คือมันซ้ำรอยเดิม ใกล้เคียงเดิม แต่ไม่เหมือนเดิม
ประวัติศาสตร์โลกก็เช่นกัน

   เราคิดว่าประเด็นของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้เล็กถึงขนาดจะพูดถึงการกลับชาติมาเกิดของมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นสเกลใหญ่เกี่ยวกับโลกและจักรวาลว่าทุกสิ่งมีเกิด แล้วดับ แล้วเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นบุคคล หรือเหตุการณ์

   ประวัติศาสตร์มนุษย์เกิดเรื่องหนึ่งขึ้น และเมื่อเวลาผ่านไป มนุษย์ก็จะลืมสิ่งนั้น ทำผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผิดพลาด ล่มสลาย ฟื้นฟู แล้วคนรุ่นใหม่ซึ่งไม่รู้ความจริงที่เกิดขึ้นในอดีตก็จะทำความผิดพลาดเดิมๆ ซ้ำอีก เป็นอยู่เช่นนี้

   หนึ่งในนั้นคือการแบ่งชนชั้นของมนุษยชาติ เกิดการตั้งคำถามถึงการแบ่งชนชั้น ปัจจุบันไม่มีจริงหรือ? อดีตล่ะ? และอนาคตล่ะ? บทของอดัม อีวิงเป็นการแบ่งชนชั้นอย่างเห็นได้ชัด ชาวโพลินิเชียนเผ่าที่แข็งแรงกว่าไปจับเอาเผ่าอ่อนแอกว่าที่แพ้สงครามมาเป็นทาส คนขาวจากยุโรปและอเมริกาจับชนพื้นเมืองเหล่านี้มาเป็นทาสอีกทอดหนึ่ง

   ในสมัยต่อมาคือเรื่องราวของหลุยซา เรย์ มีอเมริกาเป็นฉากของเรื่องมองเรื่องนี้ได้ไม่ชัด เห็นเพียงว่าอำนาจของคน ขึ้นอยู่กับอำนาจเงิน คนรวยมีสิทธิเหนือกว่า และคนจนก็มีลดหลั่นน้อยลงไป ตอนท้ายของเรื่องมีตัวละครหนึ่งซึ่งได้รับบทบาทสำคัญในการ “กำจัด” ตัวร้าย คือคุณป้าแรงงานต่างด้าวชาวสเปนที่ช่วยหลุยซา เรย์ให้รอดพพ้นจากเงื้อมมือบิล สโม้ค มีการบรรยายสภาพแรงงานต่างด้าวในโรงงานไว้อย่างเลวร้าย บรรดาสินค้าอุปโภคบริโภคที่ใช้การอยู่ทั่วโลกแท้จริงแล้วล้วนมาจากแรงงานซึ่งไม่ได้รับความยุติธรรมนักเหล่านั้น สภาพที่อยู่ในคอกนั่งทำงานในที่มืดๆ หนีไม่ได้ มีแต่ต้องก้มหน้าทำงานต่อไปนั้นแทบไม่ต่างกันกับบรรดาชนเผ่าผิวสีทั้งหลายที่เคยโดนจับมาเป็นทาสในสมัยก่อน ต่างเพียงชื่อเรียกเท่านั้น

   ทิโมธี คาเวนดิชและเหล่าผองเพื่อนของเขาถูกจัดให้เป็น “ผู้สูงอายุ” ซึ่งสังคมไม่ต้องการให้มีตัวตนอยู่ และหาทาง “กำจัดออกไปให้พ้นทาง” คนชราเหล่านี้ในปัจจุบันเองเป็น “คนชายขอบ” ของสังคม มีสิทธิมีเสียงน้อยนิด มีแต่ต้องทำใจยอมรับสภาพแล้วมีชีวิตอยู่ต่อไป คนวัยหนุ่มสาวมองพวกเขาด้วยสายตาดูถูก รำคาญใจ อยู่ในจุดสูงกว่าทางสังคม

   บทของซอนมีตอกย้ำบันทึกของอดัม อีวิงได้ชัดเจนกว่าเดิม เมื่อในสมัยโบราณมนุษย์มองมนุษย์ด้วยกันซึ่งมีสีผิวแตกต่างจากตนเป็นทาส แต่มิได้มองเป็นมนุษย์ ส่วนในบทของหลุยซา มีแรงงานต่างด้าวที่ทำงานราวกับหุ่นยนตร์ แล้วมนุษย์ในอนาคตเล่า จะหาอะไรมารับใช้ตน คำตอบนั้นถูกแทนด้วยซอนมี มนุษย์สังเคราะห์ รวมถึงมนุษย์สังเคราะห์เพื่อใช้งานเฉพาะทางหลากหลายรูปแบบในเรื่อง และแน่นอนที่สุด พวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่มนุษย์ และไม่ได้รับการปฏิบัติด้วยเฉกเช่นมนุษย์คนหนึ่งเลย ซอนมีกล่าวตั้งคำถามอารักษ์ว่า เขาคิดว่าไม่มีทาสอยู่แล้วจริงๆ งั้นหรือ ซึ่งอารักษ์มิสามารถให้คำตอบเธอได้หลังได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด แต่ความเงียบนั้นก็เหมือนคำตอบ คำตอบที่ผู้อ่านทุกคนคงคิดเหมือนกันว่าไม่จริง

   บทช่องสลูชาและแซครี ชาวชนเผ่าคือคนขาว ส่วนผู้รู้แจ้งคือคนดำ กลับกันกับยุคอานานิคม ตามเนื้อเรื่อง ชาวโคนาเผ่านักรบจะมาจับเอาคนจากเผ่าอื่นไปเป็นทาสรับใช้ตน “เหมือนเช่นที่ชาวโมริโอริโดนพวกเดียวกันเผ่าอื่นจับเอาไปเป็นทาสนั่นเอง

    ทั้งบทอดัม อีวิง และบทช่องสลูชาต่างมีเรื่องราวเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์ที่ “มีอารยธรรมและรักสงบ” กั