Stationary

คุ้ยตู้เก็บของแล้วเจอกล่องดินสอที่ตอนเด็กๆ คิดว่า "เท่ และน่ารักที่สุดแล้ว"
เลือกมาแล้วอย่างดี ลายน่ารักกว่าคนอื่นแน่นอน
ใครทันสมัยต้องใ้ช้กล่องดินสอแบบนี้เท่านั้น!
 
คนเกิดยุคเดียวกับเราทุกคนคงต้องจำได้แน่ๆ
 
กล่องดินสอพลาสติก
เปิดได้ 2 ด้าน
ที่เปิดเป็นแม่เหล็ก
ฝาเป็นไวนิลบุนวมพิมพ์ลายสีสดๆ
 
ไปเจอมันวางทิ้งไว้ในตู้เลยอยากเอามาลงบล็อกอวดค่ะ
สภาพดีอย่างไม่น่าเชื่อ
ดีจนอยากเอากลับไปใช้อีกครั้ง
อนิจจา เรียนจบซะแล้ว ไม่รู้จะใช้ที่ไหน ใส่ของก็ไม่พอ เดี๋ยวนี้ไม่รู้พกอะไรเยอะแยะ
 
โหยยยยยยยย เป็นไงล่าาาาาาา
เมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนซื้อเนี่ย ไม่มีอะไรจะเท่ไปกว่านี้แล้ว
 
คือทุกคนใช้
ลายก็ประมาณเนี้ย สีสดๆ ตามสภาพ
ราคาแพงมากกกก ถ้าเทียบกับพวกกระเป๋าดินสอที่ใช้ตอนโตขึ้นมาหน่อย
 
ซึ่งไอ้ที่ทุกคนใช้เนี่ย โดยส่วนใหญ่แล้วมันจะต้องมี point สำคัญเหมือนๆ กัน
 
อันดับแรกเลย หน้าตา ต้องเป็นพลาสติกไวนิลพิมพ์ลายแล้วบุฟองน้ำเท่านั้น ห้ามเป็นเหล็ก ห้ามเป็นพลาสติกแข็ง แบนั้นมัน OUT!!
 
กล่องดินสอใครเปิดได้ด้านเดียวเนี่ย เชยสุดๆ ต้องพลิกไปพลิกมาสองด้านได้
เวลาหาอะไรไม่เจอก็พลิกแล้วพลิกอีก จำไม่ได้ว่าอยู่ด้านไหน เพราะหน้าตามันเหมือนกัน... ตึง!
 
ตัวล็อกต้องเป็นแม่เหล็ก ห้ามเป็นตะขอ กระดุม กระดุมแป๊ะ ตีนตุ๊กตา ต้องแม่เหล็กเท่านั้น
 
สีสีต้องสด อย่างของเราเป็นสีแดง ใครไม่สดเนี่ยเชยสุดๆ
 
มาต่อกันด้านใน
 
 
เปิดออกมาด้านแรก
 
พ้อยท์สำคัญอย่างที่บอกใบแล้ว ตัวล็อกต้องเป็นแม่เหล็กสุดเท่
ไม่ต้องกลัวเปิดยาก ไม่ต้องใช้แรงงัด ข้างๆ แม่เหล็กเขาแซะร่องไว้ให้เปิดได้ง่ายด้วย
เทคโนโลยีสุดล้ำ
 
ตัวที่ใส่ดินสอ ทำความยาวมาพอดิบพอดีมาก ใส่เรียงกันสวยงาม เรียงลำดับตามความสูงต่ำของดินสอ
 
ด้านในของฝาปิด มีซองพลาสติกเอาไว้ให้ใส่ตารางสอนได้
เท่สุดๆ!!
 
ช่องเล็กๆ ตรงมุม
คือมันแบนมาก.... และใส่อะไรไม่ได้เลยไม่อย่างนั้นจะปิดฝาไม่ลง
แต่!! อย่าเพิ่งคิดว่ามันไร้ประโยชน์ เปิดไปอีกด้านดูซะก่อน
 
 
 
ที่หลุมอีกฝั่งมันตื้น เหตุผลอยู่ตรงนี้
คือเขาจะทำให้หลุมนี้ลึกพอใส่ยางลบก้อนใหญ่และกบเหลาดินสอได้
/me ปรบมือให้คนคิด d(ゝω・´★
 
แผ่นพลาสติก แม่เหล็ก และร่องสำหรับเปิดยังมีอยู่เหมือนกันเป๊ะสองด้าน
 
ที่ไม่ธรรมดาคือ
มีแท่งกั้นอยู่ด้วย
เป็นปริศนาทีสงสัยมาตั้งแต่เด็กว่าเขเอาไว้ทำไม
แยกปากกากับดินสอออกจากกันเหรอ หรืออะไร
 
นี่ของเรายังธรรมดา
มีบางกล่องจะมี slot ไว้ให้เสียบดินสอได้ด้วย แล้วมันจะไม่กลิ้งไม่ขยับ ที่เหลาไว้แหลมๆ ไม่หัก
อู้ววว ไฮโซ
แต่พอดีว่าใช้ดินสอกดเลยไม่ได้ซื้อแบบนั้นมาใช้ อินเทรนด์แต่เด็กก็เงี้ย 5555+
 
กล่องดินสอในรูปถ้าจำไม่ผิดซื้อตอนอยู่ ป.2
ช่วงปี 1997-1998
ถ้าใครนึกไม่ออกว่าช่วงไหน
มันคือปีที่ Titanic ออกฉายครั้งแรกนั่นเอง
สภาพดีอย่างไม่น่าเชื่อจริงๆ นอกจากเหลืองหน่อยๆ แล้วทุกอย่างสมบูรณ์
 
หลังยุคกล่องดินสอแบบนี้บูม
จะมี กล่องดินสอสองชั้น.... แต่อันนี้ไม่ฮิตเท่า ใช้กันอยู่ไม่กี่คน
 
อมตะตลอดการคือซองใส่ดินสอ พอมาอยู่ ม.ปลาย - มหา'ลัยจะใช้เป็นแบบนี้กันเกือบหมดแล้ว
 
อีกอย่างหนึ่งที่ฮิตอยู่พักใหญ่ๆ ปัจจุบันยังมีคนบางกลุ่มใช้อยู่
กล่องเหล็ก!
เราซื้อตอนประถมปลาย ใช้จนถึงม.ต้น
อันนี้จะไม่สำเร็จรูปเหมือนแบบพลาสติกแล้ว สติกเกอร์ลายด้านหน้าและด้านในกล่องต้องหาเองติดเองเพื่อของที่ถูกใจ
สมัยม.ต้นด้านในแปะตารางฮิรากานะ......... ดูเหมือนสะกดจิตตัวเอง (5555+)
สมัยม.ปลาย เอามาใช้ใส่ดินสอ EE สำหรับดรออิ้ง... ปัจจุบันยังอยู่ครบทั้งกล่องและดินสอ
 
 
กลายเป็นเอนทรี่ระลึกอดีตไปซะแล้ว
ไม่สิ หรือมันเป็นอย่างนั้นตั้งแต่แรกแล้วกันแน่
เอาเถอะ ช่างมัน
(แล้วจะพูดทำไม...)
 
เอ้า จบๆ
 
ใครเคยใช้กล่องดินสอแบบนี้สารภาพมาซะดีๆ! 
(เอนทรี่เปิดเผยอายุสุดๆ)
ห่างหายกันไปนาน
บล็อกนี้เริ่มเขียน วันที่ 6 เดือน เมษายน ปี 2005 ค่ะ
เมื่อวานก็ครบรอบ 7 ปีแล้ว รวดเร็วจริงๆ
เริ่มเขียนตอนแรก ตอนเรียนจบชั้นม.ต้น กำลังว่างๆ ก่อนจะขึ้น ม.ปลาย
ตอนนี้เจ้าของบล็อกกำลังจะพ้นสภาพนักเรียน กลายมาเป็นคนทำงานกับเขาบ้างแล้ว
แต่ตอนนี้ยังก้ำกึ่ง ยังเรียนไม่จบ และยังไม่ใช่คนทำงาน แต่เป็นคนตกงานอยู่ บริษัทไหนสนใจนิสิตจบใหม่เกรียนๆ ติดต่อหลังไมค์ไ้ด้ค่ะ (กร้ากกกกกก)
 
ตอนนี้จริงๆ ต้องปั่นรายงาน และปั่นงานด้วย
แต่รู้สึกห่างหายจากบล็อกไปน๊าน นาน แถมยังปิดท้ายด้วยเอนทรี่เสื่อมๆ ที่เสื่อมจนได้ดี
ขอบคุณทุกคนที่โหวตให้จนได้ขึ้นฮ็อตโพสต์ค่ะ
ดีใจน้ำตาจะไหล เอนทรี่อื่นเขียนยืดยาวไม่มีคนสนใจ (จริงๆ ที่เขาไม่สนใจก็เพราะแกเพ้อซะยืดยาวนั่นแหละ) เอาภาพจาก google มาแปะ ขึ้น hot post เลย
ล้อเล่นนะคะ ดีใจจริงๆ ไปเจออะไรแปลกๆ สนุกๆ ก็เลยเอาไปต่อยอด หามาเผื่อแผ่กัน
จะพยายามอัพเดทให้ถี่กว่าช่วงก่อนๆ ค่ะ แต่ไม่รับปากว่าจะทำได้ (55555555555+)
 
 
 
คราวนี้มาต้อนรับวันปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติกัน
ทำไมถึงต้อนรับวันปิด?
ตอบแบบกำปั้นทุบดิน ก็เพราะพรุ่งนี้มันวันสุดท้ายแล้วน่ะสิ!
 
เวลาไปงานหนังสือเราจะทำอะไรกัน?
แน่อยู่แล้ว ไปซื้อหนังสือสิ ใครเขาไปกินข้าวกัน!
 
ซื้อหนังสือเสร็จแล้วหลังจากนั้นเราจะทำอะไร
วางหนังสือบนชั้นแล้วไปปั่นรายงาน
เราก็ต้องอ่านหนังสือที่ซื้อมาน่ะสิ
 
เวลาอ่านเนี่ย ถ้าเป็นหนังสือที่ปกไม่ได้เคลือบกันน้ำ เรามักจะใส่ปกอ่านค่ะ
ถ้าเป็น pocket book ส่วนใหญ่มันจะเป็นกระดาษเคลือบ ถ้าไม่เคลือบก็เอาหาปกพลาสติกใสมาห่อ
เอาเป็นว่า ช่างเล่มใหญ่มันละกัน
เอนทรี่นี้จะว่าด้วยปกหนังสือขนาดบุงโกะ (A6) หรือที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาดีคือ Light Novel นั่นเอง
 
นี่คือปกทั้งหมดที่มี
 
 
ไล่จากข้างบนลงมา
แบบทึบ
1. สีส้ม
2. สีน้ำตาล ปกหนังรุ่นเก่าของ สนพ. AnimaG
3. สีฟ้า ปกหนัง(บาง)รุ่นใหม่ของ สนพ. AnimaG
4. สีเขียว ลายคิโนะ ของ สนพ. Bliss
 
แบบใส
1. (เล่มด้านซ้ายและบนฝ่ามือ) พลาสติกใสบาง กึ่งสำเร็จรูป เอาไว้ห่อเอง
2. (เล่มด้านขวา) ปกแถมของ Kinokuniya
 
 
เริ่มจากแบบใสกันก่อน
 
ข้อดีของแบบใสคือ สะดวก ห่อครั้งเดียว เก็บถาวร ไม่ต้องถอดๆ ใส่ๆ
ข้อเสียคือ มันบาง และมันเห็นหนังสือด้านใน ที่บางทีเราอาจจะไม่อยากให้ใครรู้ว่าอ่านอะไรอยู่
 
เล่มด้านซ้ายมือในรูป เป็น Anthology เรื่อง CLANNAD
มีอยู่ครั้งนึงเราเอาไปอ่านบนรถไฟฟ้า ต่อรถมินิบัสที่วิ่งในม. เข้าคณะ
นั่งอ่านอยู่ดีๆ มีน้องคนนึง เหลือบๆ มอง แล้วเริ่มย่อตัว พยายามแอบดูปก...
น้องคะ จขบ. ไม่กัด ไม่โกรธ ทักทายกันได้ ถามได้ ไม่ต้องกลัว
ไปก้มๆ แบบนั้นระวังคนใส่กระโปรงสอบเขาจะหาว่าแอบมองใต้กระโปรงเขา
หรือไม่กล้าถาม รอจังหวะขยับจนเห็นปกก็ได้ อย่าไปมุดเลยยยยยย มันโจ่งแจ้งเกิ๊นนนน
 
1. ปกใสกึ่งสำเร็จรูป
เนื้อพลาสติกมันจะคล้ายซองซีดี ปรับขนาดได้ แล้วดึงแถบกาวออก แปะปุ๊บ ใช้ได้ทันที
ปัญหาคือ ถึงจะบอกว่าทำสำหรับไลท์โนเวล แต่ไลท์โนเวลของคนละสนพ. มันก็คนละขนาดอยู่ดี เลยออกจะหลวมๆ สักนิดนึง ไม่ค่อยพอดีเท่าไหร่ พลาสติกบางมาก นอกจากกันเลอะ กันน้ำ มันไม่ช่วยอะไรเลยจริงๆ ดีไม่ดี แปะพลาด แค่แกะกาวออกมาแปะใหม่ก็จะขาดอยู่แ้ล้ว
ก็ไม่ได้มีแต่ข้อเสีย ข้อดีคือมันสะดวก ซื้อหนังสือมาก็ห่อๆๆ เสร็จ อ่านได้เลย ตอนนั้นซื้อมาราคาหารออกมาตกประมาณแผ่นละ 4 บาท ไม่ได้ถูกเลยนะ แต่สมัยนั้นปกสำเร็จรูปในไทยมันยังไม่มีขนาดเท่านี้ เลยตัดใจซื้อมา เดี๋ยวนี้เริ่มเห็นหลายที่ทำแล้ว ทั้งพลาสติกเนื้อนี้และแบบหนากว่าีนี้ (ได้ข่าวว่า SE-ED มี ยังไม่เคยซื้อมาใช้)
สรุปก็คือ ดิฉันหลงผิดค่ะ ไม่แนะนำให้ใช้ หรือถ้ามันมีขายถูกๆ แผ่นละไม่ถึงบาทก็หยวนๆ ใช้ไปก็ได้ พอถูไถ
 
 
2. ปกใสของ KINOKUNIYA
เวลาซื้อหนังสือของคิโนะเขาจะห่อปกให้ฟรีค่ะ ยกเว้นนิตยสาร
สงสัยว่า คิโนะขายหนังสือญี่ปุ่นก็เยอะ ทำไมไม่มีปกใสขนาดบุงโกะ
เขาจะเอาขนาดใหญ่กว่านี้ มาัตัดแล้วแปะเทปใสให้ ข้อดีคือมันจะพอดีมากๆ สวยงาม แต่ข้อเสียคือสักวันหนึ่งเทปใสกาวจะเยิ้ม และเหลืองได้
เนื้อพลาสติกหนากว่า ① แน่นอน เหนียวกว่าด้วย นอกจากคิโนะแล้วร้านอื่นๆ ก็มีปกใสแถมแบบนี้เหมือนกัน แต่ชอบของคิโนะมากสุด พลาสติกมันเหนียว ไม่กรอบแกรบ
ข้อเสียของปกนี้คือเขาไม่ขาย ∑(O_O;) ต้องซื้อหนังสือจากร้านคิโนะเ่่ท่านั้นถึงจะห่อปกให้ และจะมีคำว่า KINOKUNIYA อยู่ด้วย อาจจะไปบังภาพบังอะไรจนรู้สึกรกสายตาได้
 
 
 มาต่อกันที่ปกทึบ
 
ข้อดีของปกทึบคือไม่เปลือง มีอันเดียวพอแล้ว จะอ่านเล่มไหนใส่เล่มนั้น จบ!
แถมยังปกปิดความลับของผู้อ่าน ถ้าครั้งในไม่มีภาพอะไรให้คนตะลึงทันทีที่เห็นก็ไม่มีใครมาสังเกตว่าเราอ่านอะไร (จะดันทุรังขนาดแอบดูเลยเรอะ ก็คงไม่มีใครทำ) ปลอดภัยแน่นอน
ข้อเสียคือ อะไรดี่ล่ะ สำหรับเราไม่มี แต่สำหรับบางคนอาจจะรู้สึกว่าการถอดๆ ใส่ๆ ปกมันน่ารำคาญ แล้วพาลโยนทิ้งไม่ใช้เอาดื้อๆ
 
 
ถ่ายด้านในมาให้ดูเปรียบเทียบกันค่ะ
 
1. สีส้ม ของญี่ปุ่น จำแบรนด์ไม่ได้แล้ว มีคนให้มาเป็นของฝาก ลองเช็คดูราคาประมาณ 500++ เยน
ด้านนอกเป็นผ้ากำมะหยี่ ด้านในเป็นพลาสติก ตัวสอดปกหนังสือเป็นพลาสติกใส ขอบรีดมาสวยงาม ไร้ตะเข็บ ไร้รอยเย็บ เรียกว่าหน้าตาเอาไป 100 คะแนนเต็ม (แถมยังเป็นสีโปรดอีกต่างหาก Undecided )
แต่....
ถ้าอ่านแล้วปลาบปลื้มไปกับความสวยงามของปกหนังสืออันนี้ขอให้หยุดความคิดของท่านเอาไว้ก่อน
มันบางและอ่อนยวบยาบจนไม่อยู่ทรง ทำปกหนังสือยับเละไปเล่มนึง และด้วยความที่มันเป็นพลาสติก แม้จะยวบยาบ แต่มันล็อกไม่อยู่‼ อ่านๆ ไปก็เลื่อนจะหลุดตลอดเวลา โอยยยย จะเป็นลม สรุปว่าใช้ครั้งเดียว โยนทิ้งไว้ข้างโต๊ะทันที เพลีย‼
ไปๆ มาๆ เห็นว่าดิคชันนารีเล่มเก่า ปกขาด ตัวหนังสือลอก ขี้เกียจหุ้มปกผ้าเอง เลยเอาอันนี้แหละมาใส่เข้าไปเลย ยังไงก็ไมยับอยู่แล้ว เพราะปกด้านใดเป็นพลาสติกแข็ง วะฮ่า~♫
 
 
สภาพในปัจจุบัน
 
เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า อย่ามองอะไรที่เปลือกนอก และของแพงไม่ได้ดีเสมอไป OTL (ได้ข่าวว่าได้มาฟรี)
 
 
2. สีน้ำตาล ปกหนังรุ่นเก่าจาก สนพ. AnimaG
อันนี้เป็นรุ่นแรกเลยค่ะ รู้สึกว่า ซื้อหนังสือ 3 เล่มแล้วจะแถมฟรีๆ
มีหลายสี แล้วแต่ดวงและการเลือกของคุณเอง
ความรู้สึกแรกคือ สวยดีแฮะ หนาจัง ดูไฮโซ
ความหนาของมัน ทำให้เวลาอ่านหนังสือที่ปกบางๆ แล้วไมู่รู้สึกถึงปก เผลออ่านด้วยความรุนแรงไปไม่รู้ตัว และความที่มันหนา ทำให้งอได้ยาก หนังสืออาจเป็นรอยหักได้ เหมาะกับหนังสือปกค่อนข้างแข็ง เช่นของ SIC บางเืรื่องและของ AnimaG เอง และเหมาะที่สุดเวลาพกพาไปไหน กันกระแทกได้ดีจริงๆ
สรุปว่า ดีในระดับหนึ่ง แต่เวลาใช้ต้องระวังอย่าเผลอ
 
 
3.  สีฟ้า ปกหนังรุ่นเก่าจาก สนพ. AnimaG
รุ่นใหม่นี้ได้แถมต่อเมื่อซื้อหนังสือ 4 เล่ม
ปกรุ่นใหม่ บางลงเท่าตัว สีสันสดใส แต่ก็อีกนั่นแหละ มีหลายสีแล้วแต่ดวงและการเลือกของคุณเอง
ตอนแรกลังเลว่าจะเอาดีมั๊ยเนี่ยรอบนี้ รอบก่อนก็ได้มาแล้ว แต่เห็นสีฟ้าแล้วถูกใจสุดๆ เลยเืลือกสีฟ้ามา
สารภาพว่ายังใช้อ่านไปไม่จบเล่มแรกเลย แต่ขอมารีวิวซะก่อน
ตอนแรกแอบไม่ค่อยปลื้มผ้าบุด้านในของหนังอย่างบอกไม่ถูก แต่เวลาใช้ไม่ได้ไปสนใจมันก็ลืมๆ ไปซะ
ปกบางลงสรุปว่าใช้ดีขึ้นค่ะ โค้งตามปกหนังสือไม่ทำให้เป็นรอย
แต่อันนี้ใช้กับหนังสือบางๆ ไม่ค่อยได้ เพราะตัวปรับขนาดมันใหญ่จนเลื่อนได้ไม่ไกล แต่คงหาเล่มบางมากๆ ไม่ค่อยได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นก็ไม่เป็นประเด็นแต่อย่างใด
เอาเป็นว่าชอบ จบ ต่อไปนี้คงใช้อันนี้เป็นหลัก
 
 
4. สีเีขียว ของแถมจาก สนพ. Bliss เมื่อหลายปีก่อน
ผ้าเคลือบพลาสติกด้านใน เย็บเก็บมุมทุกด้าน สกรีนลายคิโนะสีขาว
รุ่นคลาสสิกเลยค่ะอันนี้ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้สัมผัสกับปกผ้า ลังเลแล้วลังเลอีกว่าจะเอาลายคิโนะหรือโชเน็นอนเมียวจิดี แต่สุดท้ายก็เลือกลายนี้มา
รู้สึกปัญหาในชีวิตหมดไป จากที่ัลำบากซะเหลือเกินเวลาอ่านนอกบ้าน จะใส่ปกก็อ่านลำบาก ถอดปกก็เดี๋ยวจะยับง่ายเวลาใส่กระเป๋า ดีไม่ดีถูกหาว่าอ่านการ์ตูนในห้องเรียนอีก (ก็ไม่เข้าใจ ทำไมอ่านนิยายไ่ม่เป็นไร แต่อ่านการ์ตูนแล้วจะโดนว่า)
ตามคอนเส็ปท์ของพรีเมียม คลาสสิก เรียบ ง่าย เน้นการใช้งาน มีโฆษณาแฝง ครบถ้วนทุกประการ
ใช้งานดีค่ะ จับถนัดมือ ไม่นิ่มเกิน ไม่แข็งเกิน อาจจะเส้นแข็งๆ นิดหน่อยตรงขอบรอบเย็บหนาๆ แต่ก็ไม่เป็นปัญหา ใช้มาหลายปีแล้ว และก็จะหาโอกาสใช้ต่อไป แม้ว่าสนพ. นี้จะปิดไปแล้วก็ตาม TT_________TT
 
 
จบซะที พิมพ์ตั้งสองรอบกว่าจะเสร็จ
รอบแรกพิมพ์เสร็จ จะกด publish แต่ไปเลือก directory ก่อน ไม่รู้กดอะไรผิดสำแดง รีเฟรชหายหมดเลยค่า
 
ชอบหนังสือไซส์บุงโกะมากเป็นการส่วนตัว อ่านง่าย ถือมือเดียวอ่านตอนยืนบนรถไฟฟ้าสบายมาก พกพาก็ง่าย ไม่เกะกะกระเป๋า ต้นทุนก็ไม่แพง เราเป็นคนอ่านนิยายได้หมด แล้วแต่อารมณ์ แต่หลังๆ ซื้อ light novel เยอะเพราะเอาไว้อ่านเวลาเดินทางเนี่ยแหละ หนังสือแบบอื่นพกยาก อ่านได้แต่เวลาอยู่บ้าน ถ้าสนพ. นวนิยายอื่นๆ จะแปลจากภาษาอังกฤษ หรือนิยายไทย สนใจเปิดหนังสือไซส์เล็กจะดีใจมาก
 
แถมอีกนิด
 
จากงานหนังสือครั้งนี้
 
 
 
เมื่อไหร่จะอ่านหมดเนี่ย มีอีก 2 ตั้งที่เก็บไว้ยังไม่ได้อ่าน OTL
 
จริงๆ ตั้งใจไปซื้อการ์ตูนชุดนะเนี่ย
แต่
BK Kodomo no Omocha + คฤหาสถ์สายน้ำ หมด
SIC Line เส้นแบ่งความตาย + ANNE-FREAK ไม่เอามาขาย
VBK Alexandrite 5-7 ตกลงแกจะไม่พิมพ์ต่อใช่ม๊ายยยยยยย (╯°□°)╯︵ ┻━┻
 
สุดท้าย
 
งานหนังสือครั้งนี้ทำให้ได้รับรู้ว่ามีเพื่อนอยู่ในวงการน้ำหมึกไม่น้อยเลย ชื่อลอยไปลอยมาอยู่ในกองหนังสือข้างบนนั่นเพียบ!
อ่านบล็อกคนญี่ปุ่นแล้วเจอค่ะ
 
คือที่นู่นมีงานนิทรรศการเครื่องเขียน แต่ละบริษัทก็จะเอาของเด่นๆ เอาการออกแบบใหม่ๆ มาโชว์ให้ดูกัน งานนี้มีขึ้นหลายที่นะคะ ในเอเชียที่รู้ๆ ก็มีญี่ปุ่น ฮ่องกง ใต้หวัน ส่วนของที่เอามาโชว์เนี่ยก็เป็นบริษัททั่วโลก บล็อกที่เราตามๆ อยู่ก็มีคนที่ไปดูงานมาแล้วถ่ายรูปของน่าสนใจมาให้ดู
 
อย่างอื่นมันก็ไม่มีอะไรมาก ดีไซน์สวย ดีไซน์ใหม่
แต่มีอยู่อย่างนึงที่เราประทับใจมากๆ คือเจ้า Jigsaw Ruller ตัวนี้
 
ในความคิดเรา ไม้บรรทัดก็คือไม้บรรทัด
มีพลาสติก มีเหล็ก อะลูมิเนียม ไม้ แบบหนา แบบบาง แบบขอบบางตรงกลางหนา อย่างมากสุดก็ของตอนเด็กๆ แบบที่พับเก็บได้(แต่ไม่เรียบ) หรือใส่ของเล่น ตกแต่งอะไรอยู่ตรงกลาง
 
แต่นี่คือไม้บรรทัดที่พัฒนาไปอีกขั้น
 
คุณเคยรำคาญที่ไม้บรรทัดทำไมไม่สุดแค่ 0 แต่มีติ่งยื่นออกไปหรือไม่!
 
คุณเคยอยากใช้มุมไม้บรรทัดเพื่อวัดฉากแต่ทำไม่ได้เพราะมันไม่ใช่ 0 หรือไม่!
 
คุณเคยหรือไม่ เจอไม้บรรทัดที่ริมสุดเป็นเลข 0 แต่กลายเป็นว่าไม่มีที่จับ!!
 
 
ปัญหาเหล่านั้นจะหมดไป หากคุณใช้ Jigsaw Ruller!! 
 
(หมายเห็ด ปัญหาที่ว่านั่น เคยเจอมากับตัวเองล้วนๆ)
 
จากรูป เป็นไม้บรรทัดสองอัน
คือเขาทำตรงปลายซ้ายสุด ตรงกลางของไม้บรรทัดยื่นออกไปเป็นแง่ง แต่ตรงริม จะเิริ่มที่ 0 ของสเกลนั้นๆ
ปลายอีกฝั่งหนึ่ง ตรงกลางจะเซาะร่องเข้าไปเล็กน้อย สามารถเอาปลายอีกด้านมาต่อกันได้หากต้องการใช้ไม้บรรทัดยาวๆ
พูดง่ายๆ ก็คือตามชื่อนั่นแหละ เขาทำไม้บรรทัดให้เป็นตัวต่อจิ๊กซอว์
 
ไม่รู้คนอื่นจะคิดเหมือนเรารึเปล่า
อาจจะคิดว่ามันก็แค่พลาสติกแผ่นนึง จะอะไรหนา ไม่ได้มีอะไรหวือหวาซะหน่อย
แ่ต่สำหรับเรา รู้สึกว่าความเรียบง่ายแต่ประโยชน์ใช้สอยเต็มเปี่ยมแบบนี้แหละที่เหมาะกับยุคสมัยนี้
เพราะว่าัมันเรียบง่าย คนเลยไม่สนใจจะไปคิดทำอะไรกับไม้บรรทัด และเมื่อไหร่ที่หยุดคิด ทุกอย่างก็จะหยุดพัฒนา
และก็เพราะมันเรียบง่ายเนี่ยแหละ แค่ปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยก็ได้ของที่ดีขึ้นแล้ว
 
 
ตอบคอมเมนต์
 
@Aklare อันที่มีช่องห้อยพวงกุญแจอันนั้นเหลาเองไม่ได้ค่ะ... แถมยังเป็นรุ่นที่เขย่าเพื่อให้ไส้ออกมาด้วย เขย่าที่พวงกุญแจแหว