Writing

 
 
 
ไปเจอเพลงนี้มาค่ะ แต่งดีมาก เนื้อเป๊ะสุดๆ เลยแปลมาให้อ่านเล่นกัน
 
残酷なニートのテーゼ
ตำนานแห่ง NEET อันโหดร้าย 
 
残酷な社会の底辺 青年よ ニートになれ
zankoku na shakai no teihen seinen yo niito ni nare 

อยู่ใต้ฐานของสังคมอันโหดร้ายวัยรุ่นเอ๋ย จงเป็นNEETกันเสียเถิด

老いた親が今 部屋のドアを叩いても
oita oya ga ima heya no doa wo tataitemo
 
画面だけを ただ見つめて 微笑んでる あなた
gamen dake wo tada mitsumete hohoenderu anata
 
暇を潰すもの レスすることに夢中で
hima wo tsubusu mono resusuru koto ni muchuu de
 
就職さえ ままならない 痛いだけの日々
shusshoku sae mama naranai itai dake no hibi

ตอนนี้ แม้พ่อแม่ผู้แก่เฒ่าจะเคาะประตูห้อง

คุณผู้เพียงจ้องมองหน้าจอแล้วยิ้ม

จดจ่ออยู่ที่การเติมเต็มเวลาว่าง

แม้แต่การหางานก็ไม่เป็นไปตามที่คิด วันวานที่มีเพียงความเจ็บปวด

 
だけどいつか気付くでしょう その暮らしには 遥か未来目指すための 夢がない事

dakedo itsuka kidzuku deshou sono kurashi ni ha haruka mirai mezasu tame no yume ga nai koto

ทว่า สักวันหนึ่งคงรู้สึกตัวสินะ ว่าการใช้ชีวิตแบบนั้นจะชี้นำไปสู่อนาคตอันไร้ซึ่งความฝัน


残酷なニートのテーゼ 窓辺からやがて飛び立つ
zankoku na niito no thesis madobe kara yagate tobidatu
 
ほとばしるやる気の無さで 両親を裏切るなら
 
hodobashiru yaruki no nasa de ryoushin wo uragiru nara

このドアをいまだ出られぬ 青年よ ニートになれ!
kono doa wo ima daderarenu seinen yo niito ni nare

ตำนานอันแสนโหดร้ายของเหล่าNEET ในที่สุดก็โบยบินออกจากหน้าต่าง

หากหักหลังพ่อแม่ด้วยจิตใจซึ่งขาดความสนใจสนใจในทุกสิ่ง

จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่สามารถออกจากประตูบานนี้ไปได้ วัยรุ่นเอ๋ย จงเป็นNEETกันซะเถอะ!


ずっとパラサイト 家は私のゆりかご
zutto parasaito ie wa watashi no yurikago
 
また今夜も 夢の2ch(ニチャン) 眠らず朝が来る
mata konya mo yume no nichan nemurazu asa ga kuru
 
細いケーブルを 月明かりが照らしてる
hosoi keeburu wo tsuki akari ga terashiteru
 
世界中の人と共に 消え去りたいけど
sekaijuu no hito to tomo ni kiesaretai kedo
 

เป็นปรสิตเกาะกินตลอดไป บ้านคือเปลที่โอบอุ้มฉันไว้

คืนนี้ก็ดู 2ch แห่งความฝัน ยามเช้ามาเยือนโดยที่ยังไม่ได้นอน

สายเคเบิลเส้นบางเรืองรองด้วยแสงจันทร์

แม้จะอยากเลือนหายไปพร้อมๆ กับผู้คนทั่วโลกก็ตาม


もしも友と逢えた時に 語り合うなら 奴は聞くよ 「お前は今 何をしてるの?」
moshimo tomo to aeta toki ni katari au nara yatsu wa kiku yo “omae wa ima nani wo shiteru no?”

ถ้าหากได้เจอเพื่อนแล้วพูดคุยกันล่ะก็ เจ้านั่นจะถามว่า “ตอนนี้แกทำอะไรอยู่เหรอ?”


  残酷な社会のルール 苦しみがそして始まる
zankoku na shakai no ruuru kurushimi ga soshite hajimaru
 
両親の他界目にして 現実に目覚めたとき
ryoushin no takaime ni shitemo genjitsu ni mezameta toki
 
誰よりも世間を知らぬ 青年よ ニートであれ
dare yorimo seiken wo shiranu seinen yo niito de are
 

กฎของสังคมอันโหดร้าย ความทรมานได้เริ่มต้นขึ้น

ยามที่พ่อแม่จากไปอยู่โลกอื่น และต้องลืมตาตื่นในโลกแห่งความจริง

รู้เรื่องราวเกี่ยวกับโลกใบนี้น้อยกว่าใครๆ เหล่าวัยรุ่นผู้เป็นNEET


親は金を残して逝き 未来を憂う 社会なんて出れないまま 私は生きる
oya wa kane wo nokosite yuki mirai wo yuu shakai nante derenai mama watashi wa ikiru

พ่อแม่เหลือเงินทิ้งไว้แล้วจากโลกนี้ไป หวาดกลัวต่ออนาคตข้างหน้า ฉันมีชีวิตอยู่โดยยังไม่สามารถออกไปเผชิญสังคมโลก

 
残酷なニートのテーゼ 窓辺からやがて飛び立つ
zankoku na niito no thesis madobe kara yagate tobidatu
 
ほとばしる無気力感で 両親を裏切るなら
hotobasiru mukuryokukan de ryoushin wo uragiru nara
 
このドアを永久に出られぬ 青年よ ニートであれ!
kono doa wo eikyuni derarenu seinen yo niito de are!
 

ตำนานอันแสนโหดร้ายของเหล่าNEET ในที่สุดก็โบยบินออกจากหน้าต่าง

หากหักหลังพ่อแม่ด้วยความไร้ความมุ่งมั่นตั้งใจ

วัยรุ่นผู้เป็นNEETเอ๋ย เธอจะไม่สามารถออกจากประตูบานนี้ได้ตลอดไป!

 
แถมสำหรับคนหลงทางเข้ามา
 
NEET เป็นคำย่อ จาก not in education, employment, or training
ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาสังคมสำคัญอย่างหนึ่งของญี่ปุ่น
คนแต่งเพลงใน nico อย่างเพลงนี้เองก็เป็น NEET มิใช่น้อย
 
และเจ้าของบล็อกตอนนี้ก็เป็น NEET เช่นกัน (55555555555555555555+)
 
จริงๆ แล้ว NEET อาจไม่ต้องเก็บตัวก็ได้
โรคเก็บตัวไม่ยอมออกจากห้องคือ Hikkikomori
แต่โดยส่วนใหญ่หากพูดถึง NEET แล้วมักจะมาคู่กับ Hikkikomori เนื้อเพลงนี้ก็เช่นกัน

เมื่อตอนงานสัปดาห์หนังสือครั้งที่ผ่านมา มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งค่ะ ที่ไปตบตีแย่งชิงมา

วันที่ไปงานคือ วันที่ 5 เมษายน 2555 จำได้เพราะเป็นวันสอบวิชาสุดท้ายของชีวิตนักศึกษา(ปริญญาตรี)

มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่ง ที่ฝ่าฟันคนจำนวนมหาศาลเข้าไปซื้อมา ด้วยเหตุผลว่าเป็นนักเขียนที่ชื่นชอบและติดตามผลงานอยู่

คือเรื่อง “เราจะมีชีวิตที่ดี” ของคุณ ใบพัด ภาณุมาศ ทองธนากุล สำนักพิมพ์ A Book

 

credit: ภาพนี้เซฟมาจากแฟนเพจของคุณใบพัดค่ะ 

อนึ่ง สนพ. A Book เป็นหนึ่งใน สนพ. Blacklist ที่ไม่อยากจะเดินเข้าใกล้เลย (ให้ตายเถอะ) ในงานหนังสือ เพราะอย่างที่ทุกคนรู้ คนมหาศาลจะเบียดกันราวกับคนแย่งอาหารแจกฟรีสมัยสงคราม นอกจาก a book สนพ. อื่นที่คล้ายกันก็มีอยู่ไม่น้อย เช่นอมรินทร์ แจ่มใส bliss เป็นต้น

เรื่อง “เราจะมีชีวิต” ที่ดี เป็นหนังสือเล่มที่ 9 ของคุณใบพัด และเป็นกึ่งภาคต่อ กึ่ง side story ของ “การลาออกครั้งสุดท้าย”

พูดถึงตัวหนังสือกันก่อน รูปเล่มสวยงาม สะอาดตา กระดาษให้ความรู้สึกดีเมื่อสัมผัส แต่ปกเปื้อนง่ายมาก เป็นกระดาษเนื้อด้านไม่เคลือบอะไรเลย ซึ่งสวยมาก จนรู้สึกเสียดายหากจะเอาปกพลาสติกมาหุ้ม เพราะเดี๋ยวจะเสีย texture

การลาออกครั้งสุดท้าย คุณใบพัดได้พูดถึงการวางแผนชีวิตของเขา ที่เหนื่อยหน่ายกับการทำงานในระบบบริษัท (หนังสืออีกเล่มหนึ่งที่เขียนเสียดสีระบบนี้ของ A day คือเรื่อง Android Workers) จนในที่สุดเขาก็ได้ “ลาออกครั้งสุดท้าย” มาทำงานเป็นเจ้านายของตัวเองอยู่บ้าน เล่มนี้พูดถึงอุปสรรคทางด้านเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ และการวางแผนแก้ไขจนสำเร็จ

ส่วน “เราจะมีชีวิตที่ดี” จะพูดถึงอุปสรรค “ด้านจิตใจ” ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น โดยพูดถึง “มุ” แฟนสาว ผู้ทำงานอยู่ในบริษัทชั้นนำ และสังคมรอบข้างตัวเธอซึ่งมีค่านิยมแตกต่างจากตัวคุณใบพัด มุมมองที่คนในสังคมมองคนว่างงานแบบเขา และตัวเขาที่ทำงานอยู่กับบ้าน การหาสิ่งที่ตนเองชอบ ทำได้อย่างมีความสุข จนในที่สุดจึงเลือกเป็นนักเขียนอาชีพ

ตอนแรกอ่านจะรู้สึกว่านี่มัน dark side ของการลาออกครั้งสุดท้ายชัดๆ!!

เหมือนผู้เขียนพยายามจะชี้ให้เห็นว่าผลสรุปแล้ว การลาออกมาทำงานที่บ้านไม่ใช่เรื่องดี

มีความสุขแบบว่างเปล่า สังคมมองไม่ดี ชีวิตไม่มั่นคง
พอหาแนวทางใหม่ได้ ก็พบแต่อุปสรรคทางตัน

แต่หนังสือของคุณใบพัด ยังคงกลิ่นอายของผู้เขียนอยู่เสมอ ไม่ว่าจะพบทางตัน พบอุปสรรค รู้สึกสิ้นหวัง แต่สุดท้ายจบลงอย่างมีความหวัง และมีความสุข ผลสุดท้ายคือเขาเป็นนักเขียนอาชีพ เขียนหนังสือที่กำลังอ่านอยู่ในมือเล่มนี้ให้เราได้อ่าน

มุเป็นตัวแทนของคนในสังคม ที่ไม่ได้ทำงานในระบบเพราะสภาพบังคับ เธอมีสิทธิ์เลือก แต่เธอเลือกจะทำงานในบริษัทมั่นคง เพราะสำหรับเธอ แม้งานจะหนัก แต่สนุก ทำให้รู้ว่าหากคนเราได้ทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่พอใจ แม้จะหนักหนา แต่เราจะมีความสุขกับมัน เราอาจไม่ได้มีความสุขตอนทำงาน แต่มีความสุขตอนเห็นงานที่เราทำประสบความสำเร็จออกมา นั่นก็เป็นความสุขอย่างหนึ่งเหมือนกัน เธอเป็นคนในระบบ ที่มองเห็นนอกระบบ รู้ถึงการมีอยู่ และยอมรับมัน ต่างจากคนในระบบบางคนที่ดูถูกคนนอกระบบหรือคนต่างระบบ

ในฐานะผู้อ่าน เราไม่รู้ว่ามุมีตัวตนอยู่จริงหรือไม่บนโลกนี้ เหมือนเรื่องฟินแลนด์ไม่มีแขน ผู้อ่านไม่รู้ว่า “พี่เต้ย” มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ แต่ในหนังสือเล่มนี้เธอมีตัวตนอยู่จริงๆ

มีบทหนึ่งในเรื่อง “เราจะมีชีวิตที่ดี” พูดถึงหนังสือเล่มแรกในชีวิตของคุณใบพัด เรื่อง “มุมมองของใบพัด” ที่เขาให้คำจำกัดความว่าเป็นหนังสือขายไม่ออก และทำให้เขาไม่อยากเขียนหนังสือไปอีกพักใหญ่ๆ

เรามีเรื่องจะสารภาพตรงนี้ ไม่รู้เหมือนกันว่าคุณใบพัดจะมีโอกาสได้มาอ่านหรือไม่

ย้อนไปดูเอนทรี่เก่าๆ ของตัวเอง เราซื้อ “มุมมองของใบพัด” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 วันที่ 31 มีนาคม 2549
ในหนังสือเขียนว่า เล่มนี้พิมพ์ในปี 2545
และที่เราซื้อเพราะไปคุ้ยมาจากกองหนังสือ 5 เล่ม 100 บาท เนื่องจากอยากได้หนังสือเล่มอื่น เลยหาให้ครบ ปรากฏว่าเล่มที่อยากได้ตอนนี้หายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ แต่มุมมองของใบพัดเราอ่านรอบที่ 2 หรือ 3 แล้ว และยังอยู่บนชั้นหนังสืออยู่

หลังจาก “มุมมองของใบพัด” เล่มนั้น ก็บังเอิญได้เห็นโฆษณา “ฟินแลนด์ไม่มีขา” ของคุณใบพัดที่มีแคมเปญร่วมกับ exteen ให้เขียนเกี่ยวกับหนังสือที่อยากได้จากตัวเลือกที่มี ผลคือได้หนังสือฟรีมาพร้อมลายเซ็น (ปลาบปลื้มจนถึงตอนนี้ T^Tbbbbbb) และติดตามผลงานเรื่อยมา

แม้ “มุมมองของใบพัด” จะเป็นหนังสือขายไม่ออกในวันที่มันออก

แต่ว่ากันตามตรง ถ้าเล่มนี้ไม่บังเอิญขายไม่ออกจนลดราคาเหลือ 5 เล่มร้อย เราคงไม่ซื้อ ไม่มีโอกาสได้อ่าน และคงไม่ซื้อเรื่องอื่นๆ ของคุณใบพัดต่อมาจนตอนนี้เป็นเล่มที่ 5 แล้ว จะเรียกว่ากลายเป็นแฟนพันธุ์แท้คงไม่เชิง เพราะซื้อแค่ครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด (5 เล่ม จาก 9 เล่ม) มุมมองของใบพัดเล่ม 2 หาไม่เคยเจอสักที ถ้ามีโอกาสพบเจอจะซื้อมาอ่านนะคะ m(_ _)m

ในโลกเราตอนนี้ มี “ตัวเลือก” มากมาย การที่เราจะเลือกอะไรขึ้นมาสักอย่างมันต้องมีปัจจัยประกอบ
เราเลือก “มุมมองของใบพัด” มาอ่าน เพราะมันราคาถูก
แต่ที่เราเลือกหนังสือเล่มอื่นๆ ของคุณใบพัดมาอ่าน แม้ราคาจะไม่ถูก เพราะเราชอบมุมมองของใบพัด

 

คนเราไม่ว่าใครล้วนเริ่มต้นจาก 0 แล้วไต่ขึ้นไปเรื่อยๆ
จุดสูงสุดไม่ใช่ 100 เพราะแต่ละคนไม่เท่ากัน
พูดให้ถูกคือไม่มีจุดสูงสูงต่างหาก

บางคนอาจ 0 แล้วกระโดดไป 100 และคาอยู่ที่ตรงนั้น
บางคนอาจ 0 แล้วอยู่แค่ 0
บางคนอาจ 0 แล้วค่อยๆ ไต่บันไดขึ้นไปทีละก้าวจนในที่สุดก็เลย 100 ไป

รู้สึกดีใจที่คุณใบพัดไม่หยุดเขียนหนังสือแค่ “มุมมองของใบพัด” แต่กลับมาเขียนเรื่องราวดีๆ สำนวนดีๆ ให้ได้อ่านกัน

หากใครมีโอกาสอ่านเรื่อง “มุมของของใบพัด” และ “เราจะมีชีวิตที่ดี” ซึ่งเขียนห่างกันถึง 10 ปีจะพบว่า ทั้งสองเล่มล้วนบรรจุตัวตนของผู้เขียนไว้ ชนิดที่ว่า แม้ต่างกัน 10 ปี แต่เมื่ออ่านก็รู้ว่าใครเขียน

เป็นกำลังใจให้คุณใบพัดสำหรับผลงานต่อๆ ไป

และเป็นกำลังใจให้นักเขียน นักสร้างสรรค์ผลงานทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในจุดเริ่มต้นค่ะ


โลกกลม

posted on 28 Nov 2011 21:44 by jibi in Writing directory Knowledge, Idea
เคยรู้สึกว่า "อ๊ะ โลกกลม กันรึเปล่า?
 
เราเป็นคนที่ทำกิจกรรม โดยเฉพาะนอกโรงเรียน ค่อนข้างเยอะ(น่าะจะเยอะนะ..)โดยเฉพาะตอนเด็กๆ
ผลคือ มีคนที่อยู่ในระดับ "คนรู้จัก" ค่อนข้างเยอะ
ญาติก็เยอะ.... เยอะจนงานแต่งหรือรวมญาติที่ไม่รู้ว่าใครเป็นไร (= =;)
เวลาไปไหน เจอคนนั้นรู้จักกับคนนี้ คนนี้เป็นเพื่อนของคนนั้น บลาๆ
เจอแม้กระทั่ง เพื่อนในห้องเป็นลูกพี่ลูกน้องกับลูกพี่น้องเราเอง....
หรือ พี่ที่เพื่อนเราไปฝึกงาน เป็นเพื่อนของเพื่อนเรา อะไรแบบนั้น
 
Social Network เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ตอกย้ำว่า "โลกกลม"
บางคน ดูแล้วก็ไม่ได้แอดมั่วๆ แต่ทำไมดูที่ Mutual Friends ถึงได้ีมีเพื่อนเราอยู่ได้
โยงไปโยงมา กลายเป็นว่า คนที่ไม่มี Mutual Friends หายากกว่า
 
เคยเป็นประเด็นที่คุยกันไม่รู้จักจบจักสิ้นก็หลายครั้งกับเรื่อง "โลกกลม"
ตอนแรกๆ ก็คิดว่าบังเอิญจัง บลาๆ
หลังๆ เริ่มคิดว่า เยอะขนาดนี้มันไม่ใช่บังเอิญหรอก (55555555+)
มันต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลังความบังเอิญแน่ๆ
 
วันนี้เราอ่านเจอบทความนึง เป็นบทความภาษาญี่ปุ่น
เขาบอกว่า สมมุติมีประชากร พันล้านคน แต่ละคนมีคนรู้จัก 1500 คน จะมี Mutual Friends 100%
แต่ในสภาพปกติที่อยู่ตอนนี้ เราไม่ได้มีคนรู้จัก 1500 คน
เขาได้ทำการทดลองว่า ถ้าให้เอกสารชิ้นหนึ่งกับคนที่ไม่รู้จัก A แล้วบอกว่า ให้ส่งของชิ้นนั้นไปให้ A
มีข้อจำกัดว่า เราต้องนำของให้กับ "คนที่เรารู้จัก" เท่านั้น
ถ้าเราไม่รู้จัก A ให้เราฝากไปทางคนที่เรารู้จัก และคิดว่าใกล้ A มากที่สุด
ผลการทดลอง (ในประเทศญี่ปุ่น) พบว่า การจะส่งของถึง A จะต้องผ่านคน 2-10 คน มากที่สุดคือ 5 คน
 
พิสูจน์ใ้ห้เห็นแล้วว่า
 
โลกกลม
 
จริงด้วย

(รูปไม่เกี่ยว แค่อยากแปะเฉยๆ)
 
...... รู้สึกวันนี้อัพอะไรเหมือนจะมีสาระ แต่สุดท้ายก็ไม่มี
 
ปล. สัปดาห์นี้ 江~姫たちの戦国~ ตอนอวสาน ・:*:・(*/////∇/////*)・:*:・